เหตุใดปฏิบัติการ “ปาด” จึงกลายเป็นจุดสนใจอย่างยิ่งยวดในทางการเมือง
คำตอบง่ายๆ ก็คือ เพราะเป็นการ “ปาด” ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
จึงเป็นทั้งเรื่อง “ส่วนตัว” และเป็นเรื่อง “การเมือง”
เรื่องการเมืองเพราะว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สวมหัวโขนเป็นผู้นำแห่งพรรครวมไทยสร้างชาติ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
เป็นส่วนตัวเพราะทั้ง 2 เป็น “พี่น้อง 3 ป.”
ภายในรายละเอียดแห่งความเป็น “พี่น้อง 3 ป.” ก็สะท้อนลักษณะซับซ้อนย้อนยอก
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไปปรากฏเงาร่างในพื้นที่ใดก็จะมี เงาร่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อยู่เรียงเคียงข้าง
ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เดินสาย “เดี่ยว”
ความมีสีสันและเร้าความสนใจเป็นอย่างสูงอยู่ที่การแยกความสัมพันธ์ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
เท่ากับ “พี่น้อง 3 ป.” ไม่ได้ดำรงอยู่ในทาง เป็นจริง
ยิ่งเมื่อคำว่า “นายกรัฐมนตรีคนที่ 30” ดังกึกก้องขึ้น สถานการณ์ยิ่งแหลมคม
คำคำนี้หากมาจากพรรคการเมืองอื่นก็แทบ ไม่มีความหมายมากนัก แต่เมื่อมาจากพรรค พลังประชารัฐ มาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็เป็น “ประเด็น”
เพราะจะเกิด “นายกรัฐมนตรีคนที่ 30” ได้
นั่นหมายถึง ความต้องการในการ “ไปต่อ” ของ “นายกรัฐมนตรีคนที่ 29” ต้องล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จในทางเป็นจริง
นั่นหมายถึงอนาคตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
จากนี้ก็มีความเด่นชัดยิ่งว่า ความร้อนแรงของ “สถานการณ์” มีจุดเริ่มมาอย่างไร
มีจุดเริ่มมาจากคำว่า “นายกรัฐมนตรีคนที่ 30” มีความหมายในเชิงสกัดขัดขวางและกระทั่งขัดขวาง “นายกรัฐมนตรีคนที่ 29”
นั่นก็คือดับฝัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงไป