‘น้ำมนต์’ กับเดรัจฉานวิชา
ฝึกจิต
เรื่องของ “น้ำมนต์ในพระพุทธศาสนา” ที่เห็นพระแทบทุกวัดได้รดได้ประพรมให้แก่พุทธบริษัท กลายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่ จบว่า ตกลงมีอยู่จริงหรือไม่ เพราะในพระสูตร จากพระไตรปิฎก มากถึง 13 พระสูตร กล่าวว่า ‘การพ่นน้ำมนต์ การรดน้ำมนต์’ เป็นเดรัจฉานวิชา อีกทั้งกลุ่มที่คัดค้านเรื่องการทำน้ำมนต์ ก็ยังพากันให้ชวนสงสัยอีกว่า ‘ถ้าน้ำมนต์มีผลจริง ก็ย่อมเป็นการขัดแย้งกฎแห่งกรรม!!’
ดังนั้นจึงต้องชวนกันไปดูให้รู้ชัดจากพระไตรปิฎกในภาษาบาลี อันเป็นต้นฉบับ เป็นของดั้งเดิมจริงๆ ว่า ในบาลีมีระบุเอาไว้ว่าอย่างไร…ในบาลีทุกพระสูตรที่กล่าวถึงความเป็นเดรัจฉานวิชา เช่น พรหมชาลสูตร สามัญผลสูตร ชาลิยสูตร ในภาษาบาลีใช้คำว่า “อาจมนํ” และ “นหาปนํ” ซึ่งแปลมาในพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยว่า “พ่นน้ำมนต์ และ รดน้ำมนต์
แต่จริงๆ แล้ว อาจมนํ กับ นหาปนํ จากภาษาบาลีไม่ใช่ การพ่นน้ำมนต์ และรดน้ำมนต์ ตามแบบวัฒนธรรมที่คนไทยเราคุ้นเคย หากแต่เป็นพิธีกรรมนอกศาสนา เป็นการทำน้ำมนต์ของพราหมณ์ โดย อาจมนะ คือ การเอาน้ำที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ เช่น แม่น้ำคงคา มาประกอบพิธีกรรม แล้วจึงนำมาล้างหน้า โดยหมายให้เป็นการชำระล้างบาปแต่ตัวเอง และนำน้ำนั้นมาอมไว้ในปากก่อนจะบ้วนออกไป โดยเชื่อว่าจะทำให้ปากเป็นสิริมงคล! ส่วน นหาปนะ คือ การนำน้ำที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์จากในแม่น้ำ มาประกอบพิธีอาบให้แก่ผู้อื่น เพื่อชำระล้างบาปให้
ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้ ยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน สามารถหาดูได้แถวริมฝั่งแม่น้ำคงคาในเมืองพาราณสี
ทั้ง 13 พระสูตร จากในพระไตรปิฎกภาษาบาลี ล้วนแต่ใช้คำว่า อาจมนะ และ นหาปนะ ทั้งสิ้น แต่พอแปลมาเป็นภาษาไทย กลับกลายเป็น พ่นน้ำมนต์ และ รดน้ำมนต์ จึงกลายเป็น “ไม่ตรงกับความเป็นจริง!” แต่ก็ยังพอสืบเค้าได้ว่า ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นเดรัจฉานวิชา คือ พ่นน้ำมนต์ กับรดน้ำมนต์ แต่พระองค์กลับไม่ได้ตรัสว่า “ทำน้ำมนต์” เพียงตรัสแค่ พ่นน้ำมนต์ กับรดน้ำมนต์ เท่านั้น! จึงเป็นอันว่าการทำน้ำมนต์ ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในหมวดของเดรัจฉานวิชา
บางคนอาจคิดว่าเป็นการหาช่องว่าง หาเหลี่ยมมุม แต่ต้องไม่ลืมว่า พระพุทธเจ้า เป็นสัพพัญญูผู้รู้แจ้งอย่างรอบด้าน พระองค์ย่อมไม่พลาดพลั้งเปิดช่องว่างนี้เอาไว้เป็นแน่ เพราะมิใช่ตรัสเพียงแค่คราวเดียว แต่ตรัสเอาไว้มากมายในหลายพระสูตร แต่ก็ไม่มีการกล่าวว่า “ทำน้ำมนต์” เป็นเดรัจฉานวิชาเอาไว้แม้แต่พระสูตรเดียว อีกทั้ง เมื่อไปตรวจสอบดูในพระวินัยปิฎก ซึ่งเป็นสิกขาบทบัญญัติที่พระพุทธเจ้าห้ามไว้ ก็กลับไม่พบว่ามีการบัญญัติห้ามพระภิกษุ ทำน้ำมนต์เอาไว้แม้แต่ข้อเดียว! มีการระบุไว้เพียงว่า ถ้าทำน้ำมนต์ โดยตั้งตนเป็นหมอผี หรือมีกำหนัดแล้วดีดน้ำมนต์ใส่สตรี หรือทำน้ำมนต์เพียงเพราะต้องการประจบชาวบ้าน เหล่านี้เป็น อาบัติทุกกฎ!
ส่วนเรื่องการทำน้ำพระพุทธมนต์ ที่มีปรากฏใน “อรรถกถารัตนสูตร” ว่าด้วยเรื่อง พระพุทธเจ้า สอนบทรัตนสูตร ให้พระอานนท์เรียนทำน้ำพระพุทธมนต์ ประพรมไปทั่วเมืองไวสาลี เพื่อระงับภัยพิบัติแก่ชาวเมือง ภาษาบาลีใช้คำว่า น้ำพระปริตร ไม่ได้ใช้คำว่า “อาจมนํ” หรือ “นหาปนํ” ถ้าตรวจสอบในภาษาบาลีก็จะพบว่าเป็นคนละคำ คนละความหมายกันอย่างสิ้นเชิง ในอรรถกถารัตนสูตร ดังนั้นการทำน้ำพระพุทธมนต์ ด้วยพระปริตร จึงไม่ได้ขัดแย้งกับพระสูตรต่างๆ ในพระไตรปิฎกแต่อย่างใด
อีกทั้งในส่วนของอรรถกถา แม้จะเป็นคัมภีร์ชั้นรองจาก พระไตรปิฎก แต่ก็เป็นส่วนที่เกิดขึ้นพร้อมกับพระไตรปิฎก ตั้งแต่ครั้งทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 1 หลังจากพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานแล้วได้ 3 เดือน ซึ่งถูกเรียบเรียงขึ้นโดยหมู่พระอรหันต์ 500 องค์ โดยมี พระมหากัสสปะ พระอุบาลี และพระอานนท์ เป็นต้น เพียงแต่อรรถกถาเป็นส่วนที่ขยายความในพระไตรปิฎกอีกชั้นหนึ่ง เนื่องจากบางคราวพระพุทธเจ้าตรัสเพียงหัวข้อธรรม หรือ ตรัสแสดงธรรมที่ลึกซึ้ง จนปัญญาคนทั่วไปรู้ตามได้ยาก จึงต้อง มีการขยายความธรรมเหล่านั้น เพื่อไม่ให้ตีความกันสุ่มสี่สุ่มห้า ทั้งอรรถกถา ยังเป็นเหมือนสมุดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลอีกด้วย
ส่วนที่บางคนสงสัยว่า ถ้าน้ำมนต์มีผลจริงก็ย่อมขัดกับกฎแห่งกรรม!…สำหรับเรื่องกฎแห่งกรรม แม้ว่าจะตรงไปตรงมา คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่วิบาก หรือผลแห่งกรรม กลับเป็นเรื่องที่สามารถให้ผลได้อย่างสลับซับซ้อน จนพระพุทธเจ้าต้องจัดการให้ผลแห่งกรรมไว้ในหมวด “อจินไตย” คือ เป็นเรื่องที่คิดตามได้ยาก รู้ตามได้ยากนั่นเอง
การที่บุคคลหนึ่งสามารถพบเจอพระพุทธเจ้า พบเจอพระธรรม พระเจอพระอริยสงฆ์ และได้รับการบรรเทาทุกข์ในเบื้องต้น จากคุณของพระรัตนตรัย เหล่านี้ล้วนมีกฎแห่งกรรมเป็นเบื้องหลังทั้งสิ้น เพราะต้องสร้างเหตุในกุศลธรรมที่เหมาะสมคู่ควร มาอย่างดีแล้ว จึงสามารถได้พบเจอและรับผลจากคุณแห่ง พระรัตนตรัยได้ หากไม่เคยสร้างเหตุที่ดีที่มีความเกี่ยวเนื่องกับ พระรัตนตรัยมาก่อน หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร ก็ย่อมไม่มีวันได้พบเจอของจริงที่ สามารถเปลี่ยนชีวิตได้! ซึ่งนี่ก็คือกฎแห่งกรรม! ไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งแต่อย่างใด
ดังนั้น น้ำพระพุทธมนต์ ที่เราได้เคยเห็นพระท่านประพรมกันมาแต่เกิด แม้กระทั่งเหล่าพระสุปฏิปันโน เช่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่สด หลวงพ่อเกษม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงพ่อจรัญ ฯลฯ ตลอดจนระดับ สมเด็จพระสังฆราช ทั้งพระองค์ปัจจุบัน และพระองค์ก่อน ที่ล้วนเป็นมหาเปรียญ ได้ศึกษาภาษาบาลี ทั้งหมดย่อมเข้าใจดีกว่า การทำน้ำพระพุทธมนต์ ในพระพุทธศาสนา ย่อมไม่ใช่เดรัจฉานวิชาตามที่พระพุทธเจ้าไว้ อีกทั้งทุกท่านก็ย่อมเข้าใจดีกว่า การทำน้ำมนต์นั้นเป็นเพียงการสงเคราะห์พุทธบริษัทในเบื้องต้นเท่านั้น…
ส่วนการจะดับทุกข์อย่างถาวรได้นั้น ก็ต้องเดินบนเส้นทางสายอริยมรรค คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ไปด้วยตนเองเท่านั้น! ถึงจะสามารถพ้นทุกข์ พบสุขได้อย่างนิรันดร์
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐