งานเข้าไม่หยุดหย่อนเลยจริงๆ สำหรับวงการตำรวจไทย ที่ยังไม่พ้นเรื่องฉาวอย่างทุนจีนสีเทาที่พุ่งเป้าไปที่การปล่อยปละละเลย จนถึงขั้นรู้เห็นเป็นใจจากกลุ่มเจ้าหน้าที่ จนเป็นเหตุให้ขยายอิทธิพลใหญ่คับฟ้าคับประเทศ ซึ่งยังไม่ได้สะสางให้เป็นที่ประจักษ์

ก็เกิดเรื่องใหม่เข้ามาอีกเมื่อมีคลิปไวรัลจากนักท่องเที่ยวจีน ที่ได้รับการอำนวยความสะดวกจากตำรวจไทย ทั้งการผ่านลงตราแบบวีไอพี มีเจ้าหน้าที่ถือกระเป๋า แถมรถนำขบวนแบบวีไอพีส่งตรงถึงที่พักที่พัทยา

น่าตระหนกไปกว่านั้นคือเป็นการจ่ายค่าบริการว่าจ้างกันโดยตรง ตกลงสัญญากันจากประเทศจีน มีโฆษณาแพร่หลายเป็นการทั่วไป

ดุจกับเป็นการรับบริการแบบปกติ จนคนสงสัยว่าเป็นอีกภารกิจที่มีไว้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือไม่

จนกระทั่งผบ.ตร.สั่งสอบ ท่ามกลางกระแสข่าวขอความร่วมมือดูแลนักท่องเที่ยวแบบวีไอพี

ก็ได้ข้อสรุปว่าเป็นเพียงการรับจ๊อบของเจ้าหน้าที่รายบุคคลเท่านั้น แถมเป็นการใช้รถส่วนตัวที่ไม่ใช่รถหลวง ตามมาด้วยคำสั่งเด็ดขาดห้ามแต่งเครื่องแบบรับจ๊อบอีกต่อไป

แต่ก็ยังมีคำถามว่าสรุปแล้วบริการอำนวยความสะดวกเช่นนี้มีอย่างแพร่หลาย จ่ายเงิน ก็ได้ความสะดวกจากเจ้าหน้าที่ ดังที่ถูก ร่ำลือกันในต่างประเทศจริงหรือไม่อย่างไร

ซึ่งต้องทำให้ชัดเจนโดยเร็ว เพราะกระทบต่อศักดิ์ศรีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อย่างประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว

สาวจีนรีวิว

■ แชร์ว่อน-ตร.นำขบวนสาวจีน

เหตุคลิปฉาวครั้งนี้ปรากฏเป็นที่รับรู้เมื่อวันที่ 21 ม.ค. เมื่อโลกออนไลน์แชร์คลิปวิดีโอรีวิวการท่องเที่ยวของสาวจีน ที่ระบุว่าเป็นการท่องเที่ยวที่เว่อร์มาก มีการจ้างบริการรับจากสนามบิน ผ่านช่องทางพิเศษ แถมมีรถตำรวจช่วยยกกระเป๋า นอกจากนี้ ยังขับรถเปิดไซเรนนำไปยังที่พักที่พัทยา โดยจ่ายเงินค่าจ้าง จักรยานยนต์ 6,000 บาท รถเก๋ง 7,000 บาท และเป็นการจองล่วงหน้าจากที่จีนด้วย

หลังคลิปถูกเผยแพร่ นำมาซึ่งคำถามมากมาย ทั้งว่าเป็นตำรวจจริงหรือไม่ และเป็นการกระทำที่เหมาะสม สามารถดำเนินการได้ หรือไม่

จนเป็นเหตุให้พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สั่งสอบข้อเท็จจริงโดยด่วน โดยพล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพิสูจน์ทราบแล้วว่าบุคคลที่ปรากฏในคลิปเป็นตำรวจจริง 3 นาย โดยเป็นตำรวจท่องเที่ยว 1 ราย คือ ร.ต.อ.สมพล ภิญโญสโมสร ตำแหน่งรองสารวัตร กองกำกับการ 3 (รับผิดชอบสนามบินสุวรรณภูมิ) สังกัดกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 และตำรวจ บก.จร. 2 นาย คือ ส.ต.อ.ธนกร นุกูลธนกิจ และส.ต.อ.ธนวัฒน์ สิมะขจรบุญ

พร้อมให้ต้นสังกัดตั้งกรรมการสอบตำรวจทั้ง 3 นายแล้ว

นอกจากนี้ พบว่าส.ต.อ.ธนกร มีหนังสือขอตัวไปขับรถนำให้ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศด้วย

ภาพในคลิป

“ผบ.ตร.ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก สั่งการให้ตรวจสอบทุกประเด็น ทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นใครสั่งการ ประสานงาน มีอำนาจหน้าที่แค่ไหนอย่างไร พร้อมประเด็นรถที่ใช้นำขบวน มีการนำรถหลวง รถทางราชการ มาใช้ส่วนตัวหรือไม่ ตรวจสอบรถยนต์ที่ปรากฏในคลิปทุกคันที่เกี่ยวข้อง และให้ตรวจสอบย้อนหลังไปว่าเคยมีพฤติกรรมแบบนี้ ทำเป็นขบวนการหรือไม่ ต้องตรวจสอบทุกข้อสงสัยของสังคมให้กระจ่างโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ ผบ.ตร.สั่งการให้จเรดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาด และสั่งการกำชับให้ข้าราชการตำรวจทุกนายทุกสังกัดห้ามปฏิบัติในลักษณะดังกล่าวอีก มิเช่นนั้นจะถูกดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดทุกราย” โฆษกตร.ระบุ

ขณะที่พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา โฆษกบช.ท่องเที่ยว ระบุว่า พบว่าคลิปเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2566 เวลา 22.00 น. เป็นนักท่องเที่ยวจีนที่โดยสารสายการบินฮ่องกงแอร์ไลน์ เที่ยวบิน HX 671 โดยผู้โพสต์เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวพร้อมมารดา

ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่าตำรวจกลุ่มนี้ทำกันเป็นขบวนการและใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติอย่างนี้มาหลายครั้งแล้วหรือไม่ หากพบหลักฐานหรือข้อมูลเชื่อได้ว่ากระทำผิดจะพิจารณาโทษเด็ดขาดไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

ยืนยันว่าวันดังกล่าวกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวไม่มีการสั่งการใดๆ ให้ตำรวจท่องเที่ยวสุวรรณภูมิอำนวยความสะดวก นักท่องเที่ยวรายใดเป็นกรณีพิเศษ

เป็นคำยืนยันจากผู้บังคับบัญชา!!

■ บิ๊กเด่นห้ามแต่งเครื่องแบบรับจ๊อบ

ขณะที่มีรายงานข่าวว่าในระบบท่องเที่ยวแบบวีวีไอพีเช่นนี้ เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยมีโฆษณาภายในบริษัททัวร์ของประเทศจีน ทั้งเรื่องรถนำขบวน การทำวีซ่า การทำเด็กหลอดแก้ว ที่เป็นธุรกิจที่สามารถใช้บริการได้ในประเทศไทย พร้อมทั้งหลังจากที่เป็นข่าว ก็ยังมีการให้บริการอยู่ เพียงแต่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.อาชยน ได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว ระบุว่า ไม่มีหลักเกณฑ์ทำได้แน่นอน การอำนวยความสะดวกที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ไม่สามารถทำได้ โดยผบ.ตร.ให้ยึดระเบียบครม. เมื่อก.ย.2544 กำหนดให้เรื่องการขอรถนำขบวน ต้องประกอบด้วย 2 ประเด็นคือ รถนำขบวนที่นำโดยปกติ และรถนำขบวนที่ขอเป็นครั้งคราว ซึ่งการขอเป็นครั้งคราวในพื้นที่กรุงเทพฯ จะต้องขอจาก ผู้บังคับการตำรวจจราจร หากเป็นพื้นที่นอกพื้นที่กรุงเทพฯ ต้องขอผู้บังคับการตำรวจทางหลวง

ส่วนผบ.ตร. มีอำนาจพิจารณาเป็นรายๆ ไป ที่ผ่านมาทั้งหมดไม่สามารถให้นักท่องเที่ยวส่วนตัว ส่วนบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เว้นแต่แขกสำคัญของทางราชการ หรือกลุ่มที่เป็นกรุ๊ปเป็นกลุ่มเป็นก้อนของการเดินทางทางราชการ หรือในเรื่องการทัศนศึกษาของเด็กนักเรียน หรือกลุ่มทัวร์ที่จะมาทำประโยชน์หรือมีผลที่จะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์เรื่องการท่องเที่ยว ก็จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป จากการประสานงานของหน่วยราชการ เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวฯ หรือกระทรวงต่างๆ ที่ขอมาและมีเหตุผล

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ยังระบุว่า ตำรวจสวมเครื่องแบบไปรับจ้างนอกเวลา จะใช้รถส่วนตัวหรือรถหลวงก็ผิดทั้งนั้น เพราะเป็นการกระทำโดยพลการและไม่ได้ทำตามคำสั่ง

ส่วนกระแสข่าวว่ามีคนขับรมต.ประจำสำนักนายกฯ ประสานมาให้อำนวยความสะดวกนั้น คงต้องสอบสวนให้ครบทุกมิติ

อย่างไรก็ตาม นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับตนเลย ตนไปไหว้พระที่ประเทศอินเดีย อยู่ดีๆ ก็เห็นสื่อนำเสนอข่าวออกมา สอบถามแล้วยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับตนและนายอนุชา นาคาศัย รมต.สำนักนายกฯ อีกคน ตนใช้รถนำตามปกติ และไม่ได้ใช้ทุกวัน เพราะชอบส่วนตัวมากกว่า และตรงนี้ไม่มีใครคิดจะทำ ซึ่งการไปใช้อำนาจแบบนี้ตนห้ามเด็ดขาด ส่วนตัวตนไม่มีเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว

เป็นคำยืนยันจากรัฐมนตรี ที่ต้องรอผลสอบจากตำรวจอีกครั้ง!!

ตร.นำขบวน

■ เร่งขยายผล-ดำเนินคดี4ตร.

ส่วนเรื่องการตรวจสอบนั้นพบว่า มีรถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นเอ็มที-09 เทรเซอร์ สีขาว หมายเลขทะเบียน 1ขภ 85 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถคันที่ปรากฏอยู่ในคลิปวิดีโอขับรถนำนักท่องเที่ยวจีนจอดอยู่ที่กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.)

โดยที่รถคันนี้ไม่มีตราสัญลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกองบังคับการตำรวจจราจร รวมทั้งป้ายทะเบียนที่เป็นป้ายของรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล แต่มีการตกแต่งโดยติดสัญญาณไซเรน และไฟวับวาบไว้ที่รถด้วย นอกจากนั้นยังมีถุงมือ และผ้าคลุมศีรษะสีดำ วางอยู่ด้านหน้าคอนโซลรถ

ซึ่งพล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา รองผบช.ทท. ในฐานะโฆษกตำรวจท่องเที่ยว ระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ารถที่ใช้เป็นรถส่วนตัว ไม่ใช่รถของทางราชการ ไม่ถือเป็นความผิดทางอาญา แต่มีความผิดทางวินัย เพราะเป็นความประพฤติไม่เหมาะสม เนื่องจากตำรวจท่องเที่ยวต้องดูแลและอำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยวทุกคนในภาพรวม ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นพิเศษ และในวันดังกล่าวไม่มีคำสั่งจากหน่วยงานให้ไปอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวแต่อย่างใด

จากพฤติกรรมทำให้เชื่อว่าเป็นการรับงานพิเศษในการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว

จยย.ส่วนตัว

นอกจากนี้ พล.ต.ต.อาชยน ยังระบุความคืบหน้าในการสอบสวนเรื่องดังกล่าวว่าพบดาบตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องอีก 1 นาย โดยเป็น ผู้ประสานงานกับผู้ชายคนหนึ่งที่รู้จักกับ 2 แม่ลูกชาวจีน โดยได้รับการติดต่อจากคนไทยคนหนึ่งให้อำนวยความสะดวก แต่วันนั้นดาบตำรวจคนนี้ไม่ว่าง จึงโทรศัพท์ให้ร.ต.อ.สมพล รับหน้าที่ดูแลนักท่องเที่ยวคนดังกล่าว

“ดาบตำรวจรู้จักชายคนดังกล่าวเมื่อพ.ย.2565 โดยรู้จักกันทางรถนำขบวน แล้วแลกเบอร์กันไว้ เมื่อมีงานจึงติดต่อมา ส่วนเงินในคลิป 200 บาท ที่ระบุว่าเป็นทิปนั้น ที่จริงเป็นเงินค่าทางด่วน ส่วนเรื่องเงิน 7 พันบาทต้องตรวจสอบต่อไปอีก”

ขณะที่ตำรวจ 2 นายที่สังกัดบก.จร. ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล เตรียมแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องพ.ร.บ.จราจรทางบก และพ.ร.บ.เครื่องหมายราชการในเรื่องการนำไซเรนและเครื่องหมายราชการมาติดที่รถ

รอดูต่อไปว่าจะเชื่อมโยงถึงใครอีกหรือไม่!??

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน