เป็นที่จับตาสำหรับบทบาทส.ว. ช่วงหลัง ทั้งการตอบโต้ประเด็นการเมือง ข้อเสนอแจก 500 บาท เป็นค่าเดินทางไปเลือกตั้ง

รวมถึงกรณีล่าสุด เตะถ่วงการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคเพื่อไทยเสนอแก้ไขคุณสมบัติ นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง รวมถึงปิดสวิตช์ ส.ว.เลือกนายกฯ

ท่าทีเหล่านี้ของส.ว. มีเป้าประสงค์อะไร รวมถึง กระแสข่าวส.ว.แบ่ง 2 ขั้ว จริงหรือไม่

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย

คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำให้สภาล่มเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ต้องการกดดันให้นายกฯประกาศยุบสภา ส่วนล่าสุดการประชุมร่วมรัฐสภาล่ม เพราะมีการหยิบเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญประเด็นคุณสมบัติของนายกฯ ที่ต้องมาจากการเลือกตั้ง และเรื่องการปิดสวิตช์ส.ว.มาพิจารณา สภาล่มจึงมองได้ว่าเป็นการขวางร่างดังกล่าวแน่ชัด

เพราะประเด็นที่เสนอแก้เป็นการตัดทอนอำนาจของส.ว. มีหรือที่จะยอม ต่อให้ไม่ใช่ร่างที่พรรคเพื่อไทยเสนอเขาก็ไม่เอาอยู่แล้วในประเด็นนี้

ต้องไม่ลืมว่าตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญแล้วใส่ตัวบทเฉพาะกาล ให้ ส.ว.มีอำนาจในการเลือกนายกฯ ก็มีเจตนาค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาต้องการใช้กลไกนี้เข้าไปวางตัว นายกฯ ที่เขาพึงจะต้องคิดว่าเป็นคนนี้เท่านั้น สุดท้าย ก็คือพล.อ.ประยุทธ์

ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นผลพวงมาจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 และมีกลไก 250 เสียง จากส.ว. ก็ชัดเจนในตัวแล้วว่าต้องการเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาเป็นนายกฯ

วาระของ ส.ว.มีวาระ 5 ปี เป็นการรู้ชัดว่า ส.ว. จะสามารถเลือกนายกฯได้ 2 ครั้ง แต่ใช้โควตาไปแล้ว 1 ครั้ง ก็จะเหลืออีก 1 ครั้ง ที่จะเลือกพล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯอีก แม้ว่าตอนนี้จะมองว่าส.ว.ไม่มีเอกภาพเหมือนแต่ก่อน ด้วยผลมาจากการแยกเป็น 2 พรรค ทั้งพลังประชารัฐ ที่ดัน พล.อ.ประวิตร เป็นแคนดิเดตนายกฯ กับพรรครวมไทยสร้างชาติที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์

ฉะนั้นการไปเสนอแก้ไขปิดสวิตช์ ส.ว.เป็นการ ไปตัดอำนาจเขา จึงไม่เป็นไปตามที่เขาออกแบบรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่แรก จึงมีผลเช่นนี้คือมีการขัดขวางการแก้ไข

ส่วนที่จะแก้ไขเรื่องคุณสมบัตินายกฯที่ต้องมาจากการเลือกตั้งนั้นเราจะเห็นภาพว่าทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้เป็นส.ส. ดังนั้นภาพรวมหากไปแก้รัฐธรรมนูญให้ผ่านจะมีผลกระทบกับทั้ง 2 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่ส.ว.เชื่อมโยงอยู่ แน่นอนจึงทำให้แก้ไขไม่ได้ และเป็นภาพให้เราเห็นชัดว่า ส.ว.ยังคงให้ความสำคัญค้ำจุนผู้มาจากการรัฐประหารปี 2557

และแม้จะแบ่งกันเป็น 2 ฝ่าย 2 พรรคก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว ส.ว.ก็จะหนีไม่พ้นต้องโหวตใครสักคน เป็นนายกฯ เพราะส.ว.ก็เป็นผลพวงมาจากการแต่งตั้งของ คสช. ซึ่งทั้งพล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.ประวิตรก็มาจาก คสช.

และที่ผ่านมาก็จะเห็นถึงบทบาทของ ส.ว.ที่ถูกเชื่อมโยงกับทั้งสองคนนี้ ภาพลักษณ์ชัดเจนว่าเป็นองคาพยพที่ใกล้ชิดของรัฐบาล

ส.ว.เสียงแตกแน่ถ้ามี 2 ฝ่ายเช่นนี้ แต่แตกแล้วเพียงพอต่อการดันใครคนใดคนหนึ่งให้เป็นนายกฯหรือไม่นั้น ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่การจะโหวตใครให้เป็นนายกฯก็ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้เสียงของส.ว.ทั้งหมด 250 เสียง ก็ต้องอาศัยเสียงของ ส.ส.ด้วย

ฉะนั้น ส.ว.ทั้ง 250 คนไม่ได้จะโหวตให้ใครคนหนึ่ง ไปเลย แปลว่าแม้เสียงจะแตกก็ไม่ได้เป็นผลทำให้เลือกใครคนหนึ่งไม่ได้เลย แต่แค่อาจไม่เป็นเอกภาพเหมือนครั้ง ที่ผ่านมา ด้วยบริบททางการเมืองเปลี่ยน พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตรแยกกันออกมาแล้วเท่านั้นเอง

พัฒนะ เรือนใจดี

คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง

บทบาทส.ว.ในช่วงเข้าสู่โหมดเลือกตั้งนั้น การเสนอรายงานให้รัฐจ่ายเงินผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเพื่อไปใช้สิทธิ์หัวละ 500 บาทนั้น ไม่ได้บอกว่าที่ออกมาเสนอเพราะไม่มีงานทำหรือต้องการสร้างผลงาน แต่การเสนอเช่นนี้ไม่เหมาะสมและเป็นภาระกับประเทศ

ขึ้นต้นประชาธิปไตยโดยไม่ถูกต้อง สุดท้ายจะเป็นวัฒนธรรม รับสตางค์เอาของหลวง สร้างวัฒนธรรมที่ไม่ดีให้เด็ก และเยาวชน ไม่เช่นนั้นพอถึงเวลาจะไปเลือกตั้ง ทั้งเลือกตั้งทั่วไป เลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือนายกเทศมนตรี แล้วใช้เงินเป็นตัวตั้งอย่างนี้เสียหายหมด จะแก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายต้องใช้สตางค์

ระบบประชาธิปไตยเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อระบบการเมืองการปกครองของประเทศ

และถ้าทำแบบที่ส.ว.เสนอ ต้องใช้เงินถึง 2 หมื่นล้านบาท เป็นจำนวนมหาศาล เป็นภาระทางการเงินการคลัง ซึ่งสามารถนำไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สร้างงานสร้างรายได้ จะก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า และอาจสุ่มเสี่ยงที่บางพรรคจะหาประโยชน์จากการนำเงินไปแจก

ส่วนกระแสข่าว ส.ว.แบ่งขั้วสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตรนั้น คิดว่าที่มาของ ส.ว.แม้จะหลากหลาย แต่มาจาก คสช.ด้วยกัน ส่วนหนึ่งมาจากพล.อ.ประวิตร เสนอชื่อ อีกส่วนมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ และผู้บัญชาการเหล่าทัพเสนอ แต่ทั้งหมดล้วนอยู่ฝ่ายเดียวกันคือ คสช. ไม่ว่า จะมาจากมุ้งไหน หรือก๊กก๊วนพวกใด ก็พวกเดียวกันหมด

ดังนั้น การมองว่าใครสนับสนุนพล.อ.ประวิตร หรือสนับสนุนนายกฯคงไม่เป็นอย่างนั้นเพราะมาจากที่เดียวกัน และท้ายที่สุดการเมืองระหว่างพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ออกมาคล้ายกับพรรคเพื่อไทยที่แตกออกมา สุดท้ายเมื่อจัดตั้งรัฐบาลก็มีพรรคแนวร่วมเพราะไม่ได้ทะเลาะกัน

ดังนั้น การโหวตนายกฯ จะเป็นไปในทางเดียวกัน คิดว่าไม่มีการแตกหัก โดยผลการเลือกตั้งคือ จำนวนส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าใครจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพราะถ้าเสียงก้ำกึ่งกัน ไม่มีทางที่จะแข่งกัน

หากบวกเลขของ 2 พรรครวมกันแล้ว ยังต้องต่อสู้ กับพรรคที่ต้องการแลนด์สไลด์ 250 เสียง จึงไม่มีประโยชน์ที่จะแย่งกันเป็นนายกฯ แม้จะมีส.ว.ยกมือเลือกอยู่ก็ตาม ดังนั้นทั้ง 2 พรรคต้องรวมกัน

ส่วนที่คนนอกมอง ส.ว. บ้างเชื่อว่าส.ว.ไม่กล้าโหวตสวนกระแสสังคม เพราะตัวเองใกล้ครบวาระแล้ว ขณะที่บางส่วนยังเชื่อว่าส.ว.ยังเดินหน้าสนับสนุนผู้ถืออำนาจให้สุดทางนั้น การสนับสนุนและการตอบแทนกันเป็นเรื่องที่ทำอยู่แล้ว เห็นได้จากการผ่านกฎหมายต่างๆ ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ชัดเจนว่าไปในทางที่รัฐบาลต้องการ

แต่วันนี้และวันหน้ายังมีอุปสรรคอีกเยอะ ถ้าใครขยับ หรือส.ว.คนไหนมีพฤติกรรมเคลื่อนไหวสวนกระแส มีแต่จะเสียหายและเสียรังวัด

สุดท้าย ต้องดูหลังเลือกตั้งใครได้คะแนนเท่าไร พล.อ.ประยุทธ์ บวกกับ พล.อ.ประวิตร ได้คะแนนเท่าไร ถึง 250 เสียงหรือไม่ ถ้าถึงส.ว.ก็คงพอชอบธรรมที่จะโหวต แต่ถ้าพรรคก้าวไกล หรือพรรคเพื่อไทยได้มาก ก็ต้องคิดให้หนัก

แต่ถ้าได้ไม่ถึง 100 เสียง หากจะโหวตเลือกพล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประวิตร คงดูน่าเกลียดในสภา เพราะต้องได้เสียงประมาณ 126 มาบวกกับ 250 เสียงส.ว. ในการพิจารณา

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

กรณี ส.ว.เริ่มแสดงบทบาทมากขึ้น เช่น การเสนอรายงานเรื่องจ่าย 500 บาท ให้ผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพราะอะไรนั้น สะท้อนทัศนคติรัฐข้าราชการที่ไม่เข้าใจ การเมือง และยิ่งเป็นการสะท้อนความล้มเหลวในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คือ

1.คนที่แต่งตั้งโดยคสช. การสรรหาบุคคลที่ไม่มีความชำนาญในเรื่องของการเมืองการปกครองและในทาง การบริหารราชการแผ่นดิน ที่สุดก็ฟ้องการนำเสนอเรื่องที่ไม่สามารถทำความเข้าใจว่ามีเหตุผลทางตรรกะ หรือความจำเป็นอย่างไร ข้อเสนอเรื่องนี้เป็นข้อเสนอที่แย่ที่สุดที่สะท้อนความล้มเหลวของคสช. ได้ดีมากๆ

2.เรื่องของการแสดงผลงาน เมื่อใกล้ถึงเวลาก็ขอแสดงตัวตน เพราะกลัวประชาชนจะลืมว่าได้รับการอวยยศจากคสช. ก็อาจต้องมีการแสดงตัวตนบ้าง แต่บังเอิญว่าการแสดงตัวตนครั้งนี้ไม่ค่อยได้รับการตอบรับที่ดีเท่าไร และยังสะท้อนถึงความคิดของส.ว.

ส่วนล่าสุดที่มีกลุ่มส.ว. ขวางการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ที่เสนอแก้คุณสมบัตินายกฯ ต้องมาจากเลือกตั้ง และการปิดสวิตช์ส.ว. จนเกิดปัญหาสภาล่มนั้น เป็นแท็กติกทางขบวนการนิติบัญญัติที่ทำกัน

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเตะถ่วงร่างกฎหมายเท่ากับไม่ทำหน้าที่ตามสิ่งที่ตัวเองได้รับมอบหมายมา คืออยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หน้าที่คือการประชุม และเมื่อไรที่ไม่ทำตามกระแสเรียกร้องก็ยิ่งชอบธรรมว่าการดำรงอยู่ของวุฒิสภาจำเป็นน้อย หรือน้อยลง หรือกระทั่งไม่จำเป็นเลย

ถ้าทำกันเรื่อยๆ แบบนี้ก็จะทำให้ศรัทธาของประชาชน ต่อวุฒิสภา มองว่าทำหน้าที่กำกับร่างกฎหมายโดยไม่ถูกต้อง ยิ่งสะท้อนความไร้ประสิทธิภาพ ไร้น้ำยาและไร้ประโยชน์

ส่วนกระแสข่าวเรื่องส.ว.แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ กับ ฝ่ายเชียร์ พล.อ.ประวิตร นั้นไม่ค่อย แน่ใจในการแบ่งแยกของส.ว. มองไม่เห็นว่าตกลงว่าต้องการอะไรกัน จริงๆ แล้วก็คงเป็นเรื่องของบทบาททางการเมือง

ส่วนเมื่อถึงเวลาโหวตนายกฯ 250 เสียงของส.ว. จะแตกหรือไม่ หรือยังผนึกกันต่อไปนั้นคงต้องมองหลังเลือกตั้ง เพราะที่สุดแล้วบรรดา ส.ว.คงดูทิศทางลม ซึ่งคิดว่าส.ว.จะไปแข็งขืน คงจะตอบแทนบุญคุณ คนที่เลือกเขามา แต่ก็ยังมีส.ว.บางส่วนที่น่าจะคิดถึงประชาชน ฟังเสียงจากประชาชนว่าคนที่เขาจะเรียกเป็นนายกฯ นั้นเป็นอย่างไร

ส่วนที่คนนอกจะมองเป็น 2 ด้าน คือมองแง่ดี ส.ว.คงไม่ฝืนกระแสเพราะตัวเองจะหมดวาระต้องกอบกู้ ชื่อเสียง แต่อีกฝ่ายมองว่า ส.ว.จะไปแบบสุดลิ่ม โหวตหนุนผู้มีอำนาจนั้น ถึงที่สุดแล้วก็น่าจะมีคน ที่มีมโนธรรมสำนึกถึงความต้องการและความรู้สึก ของประชาชน ความจริงผลที่ได้ก็มากพออยู่แล้ว ถ้าจะทำเพื่อประชาชนสักครั้ง

แต่ก็อาจเป็นไปได้จะมี ส.ว.ที่คิดว่าต้องทำเพื่อตอบแทนบุญคุณ เพื่ออนุรักษ์แบบเดิมไว้ แต่ทั้งหมดแล้วก็ต้องไปดูหลังเลือกตั้ง ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดหรือกลับไปในทิศทางเดิม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน