ดอยผาฮี้ ต.โป่งงาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งอยู่แนวตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมาไม่ไกลจากดอยตุง เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่นักเดินทางนิยมไปดื่มด่ำบรรยากาศ ท่ามกลางสายหมอกและขุนเขาน้อยใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่เดือนพ.ย.-ม.ค. ที่นี่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ซึ่งดีที่สุดถ้าได้นอนค้างคืน จะได้สัมผัสอากาศหนาวเย็น ยะเยือก พร้อมๆ กับการจิบกาแฟร้อนๆ ที่ชาวอาข่าปลูก และทำทุกอย่างครบวงจร จนมาเป็นกาแฟสดกลิ่นหอมกรุ่น และบรรจุในแพ็กเกจจิ้งสวยงามสามารถซื้อติดไม้ติดมือกลับไปฝากญาติมิตรได้ด้วย

บนลานบ้านหรือหลังคาบ้านบนดอยผาฮี้ จะเห็นเมล็ดกาแฟตากอยู่ทั่วไป ขณะเดียวกันมีร้านกาแฟอยู่บนดอยนี้ให้เลือกหลายร้านในหลากหลายโลเกชั่น
วันก่อนผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ลงพื้นที่ชมโครงการดอยตุง และได้ไปพักบนดอยนี้ เลยได้สนทนากับ ‘คุณมนัส พรถาวรทรัพย์’ วัย 44 ปี เจ้าของกาแฟแบรนด์ ‘ภูผาฮี้’ ซึ่งหลังจากจบปวส.สาขาก่อสร้าง วิทยาเทคนิคเชียงราย และไปทำงาน ที่จ.เชียงใหม่ได้สักพักก็กลับมาบ้านเกิดเมื่อปี 2545 เพราะพ่อแม่อยากให้มาดูแลสวน

ย้อนกลับไปในอดีตชาวอาข่าที่บ้านผาฮี้ปลูกกาแฟอาราบิก้ามาตั้งแต่ปี 2535 บนพื้นที่สูง 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล เนื่องจากได้รับอานิสงส์มาจากการที่สมเด็จย่าเสด็จฯ มาพัฒนาดอยตุงและพื้นที่ใกล้เคียง แต่ยังปลูกกันไม่มากนัก ปัจจุบันมีเนื้อที่ปลูกกาแฟ 1,500 ไร่

คุณมนัสเล่าว่า ในอดีตปัญหาที่เจอคือ ไม่มีที่ขาย จึงลองไปหา สถานที่รับซื้อ จนเป็นจุดตั้งต้นการทำกาแฟอย่างจริงจังเมื่อปี 2540 และปี 2545 เป็นการต่อเติมขยายเพิ่มมูลค่า และการซื้อเครื่องจักร เช่น เครื่องสีกาแฟ เครื่องกะเทาะเปลือกสด และจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนกาแฟภูผาฮี้ ในปี 2550

ในสวนของคุณมนัสเอง เจ้าตัวบอก ปลูกกาแฟในพื้นที่ 20 ไร่ ซึ่งพืชให้ร่มเงาเป็นไม้ธรรมชาติ มีไม้ผลบ้าง แต่ไม่มาก เช่น เชอร์รี่ดอย ต้นท้อ และอะโวคาโด เพราะเน้นกาแฟเป็นหลัก ทั้งนี้กาแฟจะแข็งแรงและอายุยืนได้ ต้องมีต้นไม้รำไรปกคลุมประมาณ 50-60%
สำหรับปัญหาหลักๆ ในการปลูกกาแฟตอนนี้ คือมอดเจาะผลกาแฟ ช่วงที่เมล็ดกาแฟมีขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟ ทำให้เวลานำกาแฟมาแปรรูปยากลำบาก มีเมล็ดเสียต้องมาคัดออก เทียบกับสมัยก่อนช่วงที่พ่อแม่ปลูก ไม่มีปัญหาอะไร แต่เดี๋ยวนี้ต้นกาแฟอายุ 20-30 ปี ย่อมอ่อนแอลงไปบ้าง อย่างไรก็ตามก็มีหลายวิธีในการจัดการ เช่น การตัดแต่งต้นให้แตกสาวใหม่

ถามถึงจุดเด่นของกาแฟบนดอยผาฮี้ คุณมนัสระบุว่า มีความหอมและรสชาตินุ่มมาก เกิดจากลักษณะทางภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ป่า มีอินทรียวัตถุเยอะ ลักษณะดินเดิมที่มีอยู่ทำให้เกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งจุดเด่นกาแฟอาราบิก้าในจ.เชียงรายแต่ละดอยมีดีไม่เหมือนกัน อย่างเช่น ถ้าโดดเด่นเรื่องฟรุตตี้ ผลไม้ต้องกาแฟแม่จันใต้ ถ้าเกิดบอดี้แน่นๆ ต้องกาแฟดอยช้าง และดอยปางขอน

ส่วนราคากาแฟของดอยผาฮี้ใกล้เคียงกับที่อื่นๆ กาแฟคั่วก.ก.ละ 600 บาท เมื่อก่อนผลผลิตของกลุ่มอยู่ที่ 50 ตันต่อปี แต่เดี๋ยวนี้ ได้ไม่ถึง 20 ตัน เนื่องจากต้นกาแฟแก่ อีกอย่างน่าจะมาจากภาวะโลกร้อนที่มีผลกระทบมาก ทำให้กาแฟภาคเหนือราคาแพงมากที่สุดในประวัติการณ์ กาแฟกะลาอยู่ที่ก.ก.ละ 200 บาทที่ยังไม่แปรรูป ถือว่าแพงมาก ปกติก.ก.ละ 120-130 บาท

นอกจากคนในหมู่บ้านผาฮี้จะปลูกกาแฟแล้ว ยังมีรายได้เสริมจากการทำโฮมสเตย์ด้วย ซึ่งเปิดกันถึงกว่า 40 เจ้า รวมทั้งคุณมนัสด้วย
“ผมเป็นรุ่นบุกเบิกที่ทำโฮมสเตย์ ประมาณปี 2559-2560 ช่วงนั้นมีโฮมสเตย์แค่ 3 ที่ที่เป็นต้นแบบ ช่วงนั้นเด็กทีมหมูป่าไปติดถ้ำด้วย และมีนักท่องเที่ยวมาเยอะ ที่พักไม่เพียงพอ พอผ่านมา 1 ปี เริ่มเพิ่มขึ้นเป็น 10 ที่ เพราะเดี๋ยวนี้ชาวบ้านที่มีความพร้อม มีลูกมีหลานอยู่ ก็มีโฮมสเตย์กันครึ่งหนึ่งได้ ประมาณ 45 เจ้า ร้านกาแฟก็เยอะ จริงๆ มีร้านหลักๆ อยู่ไม่กี่ร้าน นอกนั้นทำไว้เพื่อให้ลูกค้าที่มาพักได้ชิม ผมเองทำโฮมสเตย์ทั้งหมด 3 ห้อง ส่วนชาวบ้านบางรายทำไว้ 5-6 ห้อง”

ตอนนี้เศรษฐกิจในหมู่บ้านถือว่าอยู่ในระดับดี เพราะไม่ได้พึ่งพิงจากรายได้ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นหลัก มีการท่องเที่ยวเข้ามาช่วย บางคนที่ไม่มีโฮมสเตย์ก็สามารถนำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาวางขายใครปลูกผักอะไรต่างๆ ก็มาป้อนให้โฮมสตย์ เพื่อมาทำให้ลูกค้า ทานได้

ในการบริหารจัดการโฮมสเตย์นั้น มีกฎของหมู่บ้านว่าโฮมสเตย์ ในผาฮี้ราคาห้ามต่ำกว่าคนละ 800 บาท เพราะจะทำให้เกิดการตัดราคาและไม่มีความยั่งยืน ราคาเพิ่มขึ้นได้ตามศักยภาพการบริการ แต่ห้ามต่ำ ถือเป็นกฎของหมู่บ้าน นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ โดยเฉพาะ ช่วงพ.ย. และมากที่สุดในเดือนธ.ค. ยาวไปจนถึงม.ค.

สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะมาผาฮี้ อยากแนะนำให้มาช่วงหน้าฝนเดือนต.ค.-พ.ย.จะสวยมาก สดชื่นและมีหมอกตลอด แต่ตอนที่มีมรสุมอาจมีฝนเยอะหน่อย ถนนก็ไม่ได้น่ากลัวมาก ถ้าไม่มีความมั่นใจให้ โฮมสเตย์ที่มาพักไปรับไปส่งได้ (สนใจติดต่อที่ 09-6285-5151)
“ปัจจุบันบ้านผาฮี้ยังเป็นหมู่บ้านชนเผ่าที่ดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเช่น ประเพณีโล้ชิงช้า ช่วงปลายเดือนส.ค. ต้นเดือนก.ย. ที่นี่ไม่สามารถกำหนดวันได้ เมื่อก่อนประเพณีโล้ชิงช้าจัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเพาะปลูกที่เสร็จสิ้นลงแล้วทำให้ผู้หญิงมีความสุข เป็นการละเล่นที่สืบทอดต่อกันมา”

คุณมนัสบอกด้วยว่า สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เพราะครัวเรือนเข้มแข็ง ลูกหลานกลับมาอยู่บ้าน มีงาน มีรายได้ ทำให้เกิดความเจริญในหมู่บ้าน
นับเป็นหมู่บ้านชาวอาข่าที่มีความเข้มแข็งทั้งทางด้านการงานอาชีพ และวิถีชีวิตที่ยังคงอนุรักษ์ประเพณีที่ดีงามไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง