ในหน้าที่การงานกว่าห้าทศวรรษของ ผู้กำกับฯ สตีเวน สปีลเบิร์ก เจ้าของฉายาพ่อมดแห่งฮอลลีวู้ด เขาได้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ซึ่งเป็นที่รัก มีความหลากหลาย และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ตั้งแต่ภาพยนตร์อย่าง Jaws จนถึง E.T., Raiders of the Lost Ark จนถึง Jurassic Park, Schindler’s List จนถึง Munich

และในภาพยนตร์ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นงานแฟนตาซีสุดบรรเจิด หรือการประเมินถึงความถูกต้องในประวัติศาสตร์ สปีลเบิร์กได้ร่วมแบ่งปันบางสิ่งเกี่ยวกับตัวเขาและอดีตของเขาอยู่เสมอ
หลังเสร็จสิ้นเรื่อง West Side Story ซึ่งถือเป็นผลงานภาพยนตร์เพลงเรื่องแรกของเขา สปีลเบิร์กได้ย้อนกลับไปหาเรื่องเล่าเกี่ยวกับเด็กๆ ในอเมริกาช่วงยุคกลางศตวรรษอีกครั้ง

โดยเป็นเรื่องราวของพวกเด็กๆ ที่ต้องดิ้นรนเพื่อจะค้นหาที่ยืนของพวกเขาในโลกใบนี้ เป็นเรื่องราวของการก้าวข้ามพ้นวัยที่เขาได้ดึงมาจากวัยเด็กของเขาเอง มันคือเรื่องที่เล่าถึงจุดกำเนิดชีวิตการเป็นคนทำหนังของเขา ใน THE FABELMANS (เดอะ เฟเบิลแมนส์) ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังกวาดรางวัลแห่งปี ก่อนหน้าเพิ่งคว้า 2 รางวัลใหญ่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประเภทดราม่า และผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยม จากเวทีลูกโลกทองคำ ส่วนล่าสุดติดโผเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ซึ่งสปีลเบิร์กนั่งแท่นกำกับฯ และร่วมเขียนบทกับ โทนี่ คุชเนอร์ เจ้าของผลงานที่สร้างความเปลี่ยนแปลง จนทำให้เขาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์มาแล้ว รวมถึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโทนี่ รางวัล เอ็มมี่ และรางวัลออสการ์

สปีลเบิร์กบอกว่า “ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ของผมคือภาพสะท้อนของสิ่งต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับผมในช่วงวัยเด็กที่กำลังก่อร่างสร้างตัวตน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ ผู้กำกับฯคนหนึ่งพาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น ถึงแม้ว่ามันจะเป็นบทภาพยนตร์ของคนอื่นก็ตาม ชีวิตของคุณกำลังจะถูกปล่อยออกมาในโลกเซลลูลอยด์ ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่กับ The Fabelmans มันไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอุปมาอุปไมย แต่มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความทรงจำครับ”

เขายังบอกอีกว่า มันคือภาพยนตร์ที่เขาคิดใคร่ครวญมานานมากแล้ว แต่เขายังไม่ได้คิดที่จะเดินหน้าทำโปรเจ็กต์นี้อย่างจริงจังจนกระทั่งได้เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับโทนี่ คุชเนอร์
“ผมคงไม่สามารถร่วมสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาได้โดยปราศจากบุคคลที่ผมชื่นชอบและชื่นชมจริงๆ และเป็นคนที่รู้จักผมดีมากด้วย เป็นคนที่ผมรักและนับถือ และบังเอิญว่าเขาก็คือ โทนี่ คุชเนอร์” สปีลเบิร์กกล่าว “สิ่งเดียวที่สำคัญก็คือเรื่องที่ว่าผมสามารถเปิดใจกับใครคนหนึ่งได้ สามารถเปิดกระเป๋าทุกใบของผมต่อหน้าใครคนนั้น และไม่รู้สึกเขินหรืออับอายเลย”

ผู้กำกับฯ ดังยังเล่าถึงการทำงานวันแรก การถ่ายทำในบ้านของครอบครัว สปีลเบิร์ก ในฟีนิกซ์ อริโซน่า ซึ่งถูกจำลองขึ้นมาใหม่ “ผมเดินเข้าไปใน กองถ่ายวันแรก และผมก็ต้องควบคุมตัวเองให้ได้ ผมเดินผ่านห้องต่างๆ ไปเพียงลำพัง และรู้สึกเหมือนจุกในลำคอ จากนั้นผมก็เดินออกมาจากฉาก และเริ่มเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการถ่ายทำช็อตแรก”

“นักแสดงมาที่ฉาก มิเชลล์ วิลเลียมส์ สวมใส่เสื้อผ้าที่เลียนแบบมาจากเสื้อผ้าที่แม่ผมเคยใส่ เป็นชุดโปรดของแม่ พอล ดาโน่ ก็ดูเหมือนพ่อของผมเลยครับ ผมมองไปที่พอลและมิเชลล์ที่อยู่ด้วยกัน และมันมีช่วงเวลาเล็กๆ ที่ทุกอย่างเหมือนเดินหน้าไปด้วยจังหวะสโลว์โมชั่น เหมือนอุบัติเหตุรถยนต์ ผมแค่มองดูพวกเขาอยู่ด้วยกัน และผมมองไม่เห็นมิเชลล์ ผมมองไม่เห็นพอล ผมเห็นลีอาห์กับอาร์โนลด์ ผมมองเห็นแม่และพ่อของผม ผมเหมือนหลงไปกับมัน และต้องขอบคุณหัวจิตหัวใจของพวกเขา มิเชลล์กับพอลต่างก็เดินมาหาผม ทั้งคู่โอบกอดผมไว้ ดังนั้น เราจึงเหมือนกอดกันสามคน นั่นคือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่งดงามมากเลยครับ”

บ่อยครั้งที่การถ่ายทำเต็มไปด้วยอารมณ์ การเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำได้รับการพิสูจน์ว่ามันยากมากกว่าการเริ่มต้นเสียอีก “นี่คือภาพยนตร์ที่ผมต้องกล่าวลาอย่างทำใจยากที่สุดครับ ผมเคยคิดว่า West Side Story คือยากที่สุดแล้ว ผมเคยคิดว่า E.T. ก็ยากที่สุด แต่นี่กลับยากมาก ผมไม่สามารถจินตนาการได้เลยด้วยซ้ำว่าผมผ่านการทำงานทั้งหมดมาโดยไม่บอกเล่าเรื่องนี้”

“สำหรับผมภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบ เสมือนไทม์แมชชีน แล้วจู่ๆ เครื่องไทม์แมชชีนนี้ก็ดับเครื่องลง ตอนนี้ความทรงจำทั้งหมดถูกล็อกอยู่กับที่ มันมีรูปแบบลำดับขั้น มันต้องถูกลำดับเรื่องราว และมันก็ ต้องเป็นไปอย่างนั้น เหมือนที่ โธมัส วูล์ฟ เคยกล่าวเอาไว้ และเขาก็พูดถูก ‘คุณไม่สามารถกลับบ้านได้อีกครั้ง’ ผมมารู้ตัวตอนถ่ายทำ The Fabelmans เสร็จ ว่าผมจะไม่มีวันกลับบ้านได้อีก แต่อย่างน้อย ผมก็ได้แบ่งปันเรื่องราวนี้แล้ว”
THE FABELMANS (เดอะ เฟเบิลแมนส์) เข้าฉายให้ชมแล้วในโรงภาพยนตร์ และ มาลุ้นกันว่าในวันที่ 13 มีนาคมนี้ ตามเวลาประเทศไทย หนังจะคว้ารางวัลจากงาน ออสการ์มาครองได้หรือไม่