จับตาเอฟทีงวดพ.ค.-ส.ค. ส่อเค้าคนไทยจ่ายค่าไฟแพงยาวๆไป
รายงานพิเศษ
เผลอแป๊บเดียวก็เข้าเดือนก.พ. เดือนที่ 2 ของปี 2566 เช็กบิลค่าไฟหรือยังเป็นยังไงกันบ้าง?
หลายบ้านอาจว่าโชคดีฟ้าดินเป็นใจให้ปีนี้หนาวยาวนานกว่าที่ผ่านๆ มา เพราะล่วงเลยเดือนม.ค.แล้ว ก็ยังหนาวอยู่ ไม่ต้องเปิดแอร์ก็อยู่ได้สบายๆ
หารู้ไม่! คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2566 มีการปรับส่วนลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) แบบขั้นบันไดสำหรับกลุ่มเปราะบางใหม่ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.ผู้ใช้ไฟไม่เกิน 150 หน่วย/เดือน จะได้ส่วนลดค่าเอฟที 92.04 สตางค์/หน่วยตามเดิม คิดเป็นค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายประมาณ 3.78 บาท/หน่วย
และ 2. ผู้ใช้ไฟตั้งแต่ 151-300 หน่วย/เดือน ได้รับส่วนลด 67.04 สตางค์/หน่วย ซึ่งส่วนลดค่าเอฟทีน้อยลงจากเดิมที่ 92.04 สตางค์/หน่วย คิดเป็นค่าไฟที่ประชาชนกลุ่มนี้จำนวน 4.9 ล้านครัวเรือน ต้องจ่ายในงวดเดือนม.ค.-เม.ย. 2566 ประมาณ 4 บาท/หน่วย หรือเพิ่มขึ้นอีก 25 สตางค์/หน่วยนั่นเอง
จากเดิมผู้ใช้ไฟทั้ง 2 กลุ่มข้างต้นจะมัดรวมกันเป็นกลุ่มเปราะบาง 19.6 ครัวเรือน ที่ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วย/เดือน จะได้ส่วนลด 92.04 สตางค์/หน่วย คิดเป็นอัตราค่าไฟที่ต้องจ่ายประมาณ 3.78 บาท/หน่วย เหมือนช่วงเดือนก.ย.-ธ.ค. 2565 ลดลงจากฐานค่าไฟที่ยังไม่หักส่วนลดแบบขั้นบันได 4.72 บาท/หน่วย
ส่วนกลุ่มผู้ใช้ไฟระหว่าง 301-500 หน่วย/เดือน ถือว่าพอมีกำลังจ่าย ใช้น้อยก็จ่ายน้อย ใช้มากก็จ่ายมาก ลดหลั่นกันไปเป็นขั้นบันไดในอัตรา 15-75% โดยผู้ใช้ไฟ 301-350 หน่วย/เดือน ได้ส่วนลดค่าเอฟที 51.50 สตางค์/หน่วย ผู้ใช้ไฟ 351-400 หน่วย/เดือน ได้ส่วนลด 30.90 สตางค์/หน่วย ผู้ใช้ไฟ 401-500 หน่วย/เดือน ได้ส่วนลด 10.30 สตางค์/หน่วย
และผู้ใช้ไฟเกิน 500 หน่วย/เดือนขึ้นไป จะไม่ได้รับส่วนลด ทำให้ต้องจ่าย 4.72 บาท/หน่วย เต็มคาราเบลอย่างที่รู้กัน
ส่วนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมออกอาการหลังแอ่น แบกรับต้นทุนค่าไฟอัตราใหม่ที่ 5.33 บาท/หน่วย จากเดิมที่เคยจ่ายในอัตราเท่ากัน 4.72 บาท/หน่วย ดันราคาสินค้าพาเหรดขึ้นราคาเป็นแถว ทั้งไข่ไก่ นมถั่วเหลือง และ อีกหลายรายการที่เรียงคิวขอปรับราคาขึ้น แต่กระทรวงพาณิชย์เบรกไว้
ถึงหนาวนี้คนไทยจะใช้ไฟน้อยลง แต่ต้องควักตังค์จ่ายค่าไฟที่ดอดขึ้นไปแบบไม่รู้ตัวเหมือนเดิม
ล่าสุด เริ่มมีสัญญาณโยนหินถามทางกันแล้วว่า ค่าไฟงวดเดือนพ.ค.-ส.ค. 2566 จะเอายังไง?…รัฐบาลจะอุดหนุนส่วนลดค่าไฟต่อไปหรือไม่ หากไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสาย ค่าไฟงวดใหม่จำเป็นต้องปรับขึ้นไปอยู่ที่อัตรา 5.24 บาท/หน่วย เป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศ
นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. ระบุว่า กกพ. อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล ที่จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอย่างรอบด้าน ทั้งราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) กำลังการผลิตก๊าซจากอ่าวไทย การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ความต้องการใช้ไฟฟ้า และปัจจัยต่างๆ มีความผันผวนเปลี่ยนแปลงไปจากสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ เพื่อมาประกอบการพิจารณาคำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้างวดเดือนพ.ค.-ส.ค. 2566
“หากสมมติฐานต่างๆ ไม่เปลี่ยนแปลงจากที่คาดการณ์ในงวดก่อน กรณีรัฐบาลไม่มีนโยบายส่วนลดค่าไฟให้เหมือนเดิม อัตราค่าไฟฟ้าของประเทศก็จะขึ้นไปอยู่ที่ระดับประมาณ 5.2407 บาท/หน่วย เป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศ แต่หากรัฐมีนโยบายให้ส่วนลดค่าไฟตามเดิม กกพ. ก็พร้อมดำเนินการ คาดว่าจะมีความชัดเจนช่วงเดือนมี.ค.นี้”
โดยนายคมกฤชยอมรับว่าในระยะสั้นโอกาสที่จะเห็นค่าไฟฟ้าปี 2566 กลับไปต่ำกว่า 4 บาท/หน่วย คงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยยังมีปริมาณไม่เพียงพอ ไม่เป็นไปตามแผน อีกทั้งต้นทุนราคาพลังงานยังทรงตัวในทิศทางขาขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม หากปัจจัยต่างๆ ดีขึ้น ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง ราคาแอลเอ็นจีตลาดโลกก็อ่อนตัวด้วย กำลังการผลิตก๊าซจากอ่าวไทยเพิ่มขึ้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังให้ความร่วมมือส่งก๊าซมาให้เพิ่มเติม รวมทั้งก๊าซจากเมียนมา ยังส่งมาเท่าเดิม ไม่ขาดหายไป ก็มีโอกาสที่ค่าไฟจะทยอยปรับลดลงได้บ้างในช่วงปลายปี 2566 หรือต้นปี 2567 ทั้งนี้ทั้งนั้นยังมีปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ให้ติดตามอย่างใกล้ชิด

คมกฤช ตันตระวาณิชย์
ถอดบทเรียนที่ผ่านมา ประเทศไทยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง โดยใช้ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและจากเมียนมาเป็นหลัก ความไม่ต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสัมปทานก๊าซในอ่าวไทย และวิกฤตราคาพลังงานในตลาดโลก นำไปสู่การปรับปรุงแนวทางกำกับการผลิตก๊าซในอ่าวไทย และการนำเข้า แอลเอ็นจีเพื่อจูงใจให้ตลาดมีการแข่งขัน ลดการผูกขาด สร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต
กกพ. จึงประกาศเดินหน้าพัฒนากลไกการกำกับกิจการพลังงาน ที่อาจมีการปรับปรุงโครงสร้าง รองรับการแข่งขัน ขณะเดียวกันยังคงรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน โดยในระยะเร่งด่วนนี้ ยังคงให้ความสำคัญกับการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ เช่น น้ำมัน พลังน้ำ และพลังงานหมุนเวียน เพื่อทดแทนการนำเข้าแอลเอ็นจีที่มีราคาสูง เป็นต้นเหตุทำให้ค่าไฟแพง
ในระยะยาวต้องสนับสนุนการใช้พลังงานสีเขียวในราคาที่ยอมรับได้ เช่น ไฟฟ้าสีเขียว (Green Tariff) ที่ออกแบบให้มีการขายไฟฟ้าพร้อมใบรับรอง (Rec) ที่ระบุที่มาของแหล่งผลิตไฟฟ้าเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียว โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า เป็นการติดอาวุธให้ผู้ประกอบการในเวทีการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ ลดอุปสรรคการค้าการลงทุนจากมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามแดน (CBAM)
ปัจจุบัน Green Tariff ได้รับความนิยม มีการใช้ในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ สำหรับประเทศไทย ที่มีโครงสร้างการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Regulated Market นั้น กกพ. จึงมีแนวคิดนำไฟฟ้าที่ผลิตได้จากการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แบบ FiT พ.ศ. 2565-2573 จำนวน 5,203 เมกะวัตต์ ที่รัฐได้รับสิทธิ์ใน REC มาเป็นองค์ประกอบหลักของ Green Tariff และจะขยายผลให้รวมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. ในอนาคตที่จะมีการผลิตเพิ่มเติมตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) และการผลิตไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ที่รัฐมีกรรมสิทธิ์ใน REC ให้มารวมอยู่ใน Green Tariff
นายคมกฤชระบุว่า ขณะนี้ กกพ. อยู่ระหว่างเตรียมหลักเกณฑ์ตามขั้นตอนแห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 เพื่อให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายสามารถกำหนด อัตรา Green Tariff ได้อย่างเป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้าสีเขียว และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ซึ่งเบื้องต้นอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff : UGT) ได้ผ่านการเห็นชอบในหลักการจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) แล้ว แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่
1. อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่เดิมในระบบไฟฟ้า (ไม่เจาะจงที่มา) เป็นการนำใบรับรอง REC ของโรงไฟฟ้าเดิมที่รัฐมีกรรมสิทธิ์มาให้บริการร่วมกับการให้บริการพลังงานไฟฟ้า และเป็นการให้บริการในลักษณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ต้องเจาะจงแหล่งที่มาของไฟฟ้าและ REC ในการขอรับบริการ โดยมีอัตราค่าบริการส่วนเพิ่ม (Premium) เพิ่มเติมจากอัตราค่าไฟฟ้าตามปกติที่ครอบคลุมต้นทุนค่า REC และอื่นๆ ตามที่ กกพ.กำหนด ซึ่งมีข้อจำกัดว่าเป็นไฟฟ้าที่ขายเข้าระบบอยู่แล้ว จึงอาจไม่ช่วยเรื่องของไฟฟ้าสีเขียวได้มากนัก
และ 2. อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเดิมในระบบไฟฟ้าทั้งของรัฐและเอกชน (เจาะจงที่มา) เป็นการให้บริการพลังงานไฟฟ้าและ REC ซึ่งมาจากแหล่งเดียวกัน โดยผู้ใช้ไฟฟ้าต้องเจาะจงกลุ่มโรงไฟฟ้า (Portfolio) ในการรับบริการ และอัตราค่าบริการกำหนดจากต้นทุนการให้บริการพลังงานไฟฟ้าและ REC ของแต่ละ Portfolio และอื่นๆ ตามที่ กกพ. จะกำหนด ซึ่งเท่าที่ประเมินจากอัตราการรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบ ถือว่าเป็นอัตราที่ไม่แพง น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันของประเทศ
โดย กกพ. คาดว่าการออกประกาศอัตรา Utility Green Tariff : UGT จะแล้วเสร็จภายในครึ่งแรกของปี 2566 และประกาศอัตรา UGT 1 และ UGT 2 ได้ในเดือนเม.ย. 2566 จากนั้นจะเปิดให้ผู้สนใจซื้อไฟฟ้าสีเขียวจองสิทธิ์ได้ในเดือนมิ.ย. 2566 และเริ่มทยอยผลิตไฟฟ้าขายเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป
ช่วงเปลี่ยนผ่านกระบวนการผลิตและใช้พลังงาน ประเทศไทยจำเป็นจะต้องมีการผลิตพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ตามแผน PDP ฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างปรับปรุง จากปัจจุบันมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอยู่ประมาณ 10% ที่สำคัญต้องไม่กระทบความมั่นคงและราคาพลังงานมากเกินไปหรืออยู่ในระดับที่ยอมรับได้
กว่าจะถึงวันนั้น…ว่ากันแค่หมดหนาว เข้าสู่หน้าร้อนปีนี้ก่อน คนไทยจะต้องปาดเหงื่อจ่ายค่าไฟกัน อีกเท่าไหร่!