บุ๊กสโตร์

เป็นจีนเพราะรู้สึก

: ประวัติศาสตร์เสื่อผืนหมอนใบที่เพิ่งสร้าง

ผู้เขียน : สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์

บรรณาธิการ : สายชล สัตยานุรักษ์

296 หน้า : ขาวดำ/ปกอ่อน

ราคาปก : 260 บาท

สร้างความอับอาย-มอบคำชื่นชม
ระบอบอารมณ์ความรู้สึกยุคสฤษดิ์
ก่อเกิด“ชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน”


หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงถึงสิ้นทศวรรษ 2490 เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยได้เชื่อมต่อกับการเคลื่อนไหวระดับโลกอย่างการเคลื่อนไหวที่ผสานกับอุดมการณ์ “คอมมิวนิสต์” ซึ่งมีส่วนทำให้ความคับแค้นของคนจีนในไทยปะทุขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น การต่อสู้ทางชนชั้น การวิจารณ์นโยบายของรัฐ รวมถึงการต่อต้านความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทย เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา ชนชั้นนำไทยจึงมีความพยายามหาทางจำกัดอิทธิพลระหว่างประเทศที่มีส่วนเร้าอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในสังคม

โดยเฉพาะ “คนจีนในไทย”

ภายใต้ระบอบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการของ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” สังคมจีนในไทยเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ในบริบทของยุคสมัยที่การพัฒนาได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและความพยายามฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ให้เป็นศูนย์กลาง

คนไทยเชื้อสายจีนรุ่นที่ 2 (เกิดและเติบโตภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) จากถูกจำกัดและควบคุมอย่างเข้มงวด กลายเป็นแกนหลักของสังคมจีนในไทย พวกเขายึดโยงเข้ากับความรู้สึกเป็นไทยมากขึ้น ตลอดจนเกิดก่อความรู้สึกเป็นชนชั้นกลางในยุคพัฒนาขึ้นมา

สร้าง “ชนชั้นกลาง” ในยุคพัฒนา

จอมพล สฤษดิ์ มีความเชื่อในทฤษฎีภาวะทันสมัย (modernisation theory) ที่แพร่กระจายอยู่ในยุคแน่นแฟ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย ทำให้เกิดการฝังรากของแนวคิดชนชั้นกลาง และความพยายามในการสร้างชนชั้นกลางให้เกิดขึ้น นำไปสู่การก่อเกิด “ชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน” โดย “การศึกษา” นับเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญ ในฐานะผู้สร้างสรรค์ความหมายและความ คาดหวังให้แก่สถานะการเป็นชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีน

สร้างความอับอาย-มอบคำชื่นชม

…คนจีนนับเป็นหนึ่งในกลจักรสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมไทยช่วงต้นทศวรรษ 2500 วิธีการในการสร้างชนชั้นกลางไทยภายใต้ระบอบสฤษดิ์ คือการ “กลืนกลายคนจีนให้เป็นไทย” สภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ออกแนวนโยบายเกี่ยวกับคนจีนในประเทศไทย โดยใช้องค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์อเมริกันที่ได้รับความนิยมในยุคสมัยนั้น ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่มีการสร้างแนวนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นระบบ

โดยนโยบายนี้เน้นสร้าง “ความอับอาย” ต่อความเป็นจีน ยึดโยงกับ “ความเป็นไทย” ให้เกิดในหมู่คนไทยเชื้อสายจีน เช่น ส่งเสริมการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลเป็นไทย, ชื่นชมคนจีนและทายาทที่มีส่วนช่วยเหลือสังคมไทย, จำกัดอิทธิพลของสถานทูตจีน, เพิ่มการควบคุมโรงเรียนจีน, นักศึกษาจะต้องเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลเป็นไทย ถ้ายังถือสัญชาติต่างด้าวจะต้องเปลี่ยนสัญชาติเป็นไทยจึงจะสามารถเข้าร่วมงานพระราชทานปริญญาบัตรได้ ฯลฯ

ก่อเกิดระบอบอารมณ์ความรู้สึก

จาก “ต่อสู้กับรัฐ” หันไป “ต่อสู้กับอุปสรรค” แทน

“งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” เป็นคำขวัญในยุคนั้น รัฐได้สร้างชนชั้นกลางผ่านระบอบอารมณ์ความรู้สึกที่กระตุ้นให้ผู้คนในฐานะ “ปัจเจก” ยึดติดกับ “ความสุข” ที่ได้รับจากการครอบครอง “ทุน” และ “ความสำเร็จ” ผสานกับอารมณ์ความรู้สึกในพื้นที่สื่อ ยุคนั้น นำไปสู่การปรับเปลี่ยนความคับแค้นของคนจีนในไทย จากเดิม “ต่อสู้กับรัฐ” ในพื้นที่สาธารณะไปสู่การจัดการความคับแค้นที่ต้อง “ต่อสู้กับอุปสรรค” ต่างๆ เพื่อสร้างฐานะผ่านการเลื่อนชนชั้น จึงเกิดเป็นระบอบอารมณ์ความรู้สึกแบบใหม่ที่เรียกว่า “ทุนนิยมอารมณ์ความรู้สึกไทย”

เรียกได้ว่าในยุคระบอบสฤษดิ์ นับเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงสำคัญยิ่งของคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นและสะท้อนผ่านพื้นที่สื่อหลากหลายประเภทที่เป็นเหมือนพื้นที่ลี้ภัยทางอารมณ์ให้แก่ความรู้สึกเป็นจีน ทั้งยังเป็นพื้นที่ของการปะทะประสานที่ต่อรองกับระบอบอารมณ์ความรู้สึกซึ่งรัฐสร้างขึ้น เพื่อก่อร่างชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนขึ้นในยุคพัฒนา

“อ่าน” ชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนในหลากมิติ ผ่านแว่นประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึกต่อใน “เป็นจีนเพราะรู้สึก : ประวัติศาสตร์เสื่อผืนหมอนใบที่เพิ่งสร้าง”

ผลงานเล่มใหม่ของ “สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์” บรรณาธิการโดย “สายชล สัตยานุรักษ์” ที่ได้พลิกอ่านตีความหลักฐานใหม่ เพื่อจัดวางหลากอารมณ์ความรู้สึกของชนชั้นกลางไทยเชื้อสายจีนภายใต้บริบททางประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง

ทั้งความอับอาย คับแค้น ตึงเครียด สุขสำเร็จ ไปจนถึงการเป็น “คนจีนเสื่อผืนหมอนใบใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร” ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าเส้นแบ่งความเป็นจีน-ไทยพร่าเลือนเกินกว่าจะนิยามได้ตายตัว

ทดลองอ่านได้ที่ : https://bit.ly/3j1eUIY

Knowledge Book Fair เทศกาลอ่านเต็มอิ่ม


เทศกาลหนังสือที่ชวนไปสนุกกับหลากสีสันความรู้และความบันเทิง ตั้งแต่ใต้ดินไปจนถึงอวกาศ

วันที่ 18-19 กุมภาพันธ์นี้

เวลา 12.00-21.00 น.

ณ มิวเซียมสยาม-Museum Siam

จัดโดย สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) : OKMD, มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้, เส้นทางเศรษฐี และ ศูนย์ข้อมูลมติชน (MIC)

พบกับมินิบุ๊กแฟร์ที่คับคั่งไปด้วยเพื่อนสำนักพิมพ์รวม 14 สำนักพิมพ์ ได้แก่ Matichon Book-สำนักพิมพ์มติชน, Sarakadee Magazine, สำนักพิมพ์แสงดาว, สำนักพิมพ์ต้นฉบับ, River Books, Textbooks Foundation – มูลนิธิโครงการตำราฯ, Saltread, Salmon Books, สำนักพิมพ์แอร์โรว์, สำนักพิมพ์ยิปซี, Nanmeebooks Fan, Avocado Books, Bookscape และSophia Publishing

เอ็นจอยกับกิจกรรมหลากสาระไม่ว่าจะด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี วิทยาศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรม ที่เรารวมพลนักเขียน นักแปล นักวิชาการ นักอ่าน นักชิม นักเล่น นักสร้างสรรค์ มาพบปะกันในงาน นอกจากนี้ยังมีมินิเทศกาลอาหารอิ่มอร่อยกับนานาร้านดังทั่วเมืองไทย และนั่งชิลฟังเพลงในสวนกับวงดนตรี Roberto ดื่มด่ำบรรยากาศสบายๆ พร้อมดนตรีเพราะๆ

นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมพิเศษ Photo Magnet Booth สุดชิก กิจกรรม Knowledge sharing ส่งต่อความรู้ เพียงมาร่วมงานก็ได้รับหนังสือฟรี ครบรสของเฟสติวัล

จะมาเดี่ยว ควงคู่ หรือยกแก๊งมาก็สนุกไม่มีเบื่อแน่นอน ทุกรุ่นทุกวัยสามารถมาร่วมแบ่งปันและสนุกกับสาระความรู้ได้ในงานนี้อย่างเต็มอิ่ม มาสนุกในพื้นที่แห่งนี้ไปด้วยกัน

เตรียมพบกับ นักเขียน นักแปล นักวิชาการ นักอ่าน นักชิม นักเล่น นักสร้างสรรค์ ที่นำทัพมามอบทั้งสาระและความสนุกให้กับงานนี้

สุจิตต์ วงษ์เทศ, ศ.(พิเศษ)ธงทอง จันทรางศุ, โตมร ศุขปรีชา, ศ.ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ, ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์, ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ, ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกุล, นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา, อนรรฆ พิทักษ์ธานิน, ดร.แทนไท ประเสริฐกุล

ครบครัน ทั้งชานันท์ ยอดหงษ์, อาสา คำภา, คำ ผกา, สถาวร จันทร์ ผ่องศรี, ผศ.ดร.กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์, รัชดา โชติพานิช, ชยภัทร อาชีวระงับโรค และณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน จาก Spaceth.co, ภชภร นิชชากร, พิชัย แก้ววิชิตฐ, เอกภัทร์ เชิดธรรมธร และวิกรานต์ ปอแก้ว

นอกจากอัดแน่นด้วยความรู้และ ความรื่นเริงแล้ว แน่นขนัดด้วยร้านอาหารเจ้าเด็ด มาครบทั้งคาว หวานและ เครื่องดื่ม

นอกจากอิ่มสาระ แล้วยังอิ่มท้อง และอิ่มอกอิ่มใจไปกับดนตรีเพราะๆ ด้วย

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน