โลกออนไลน์เผยแพร่ภาพครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใช้กรรไกรเดินไล่กล้อนผมเด็กนักเรียนชายกว่า 100 คน จนเว้าแหว่งไม่เป็นรูปทรง ระหว่างเข้าแถวเคารพธงชาติตอนเช้า
จากนั้นก็เรียกนักเรียนทั้งหมดที่ถูกกล้อนผมไป แก้ใหม่ ให้เป็นทรงเกรียน ขาวสามด้านแบบเดียวกันทุกคน จนเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหลากหลาย
แม้ผู้อำนวยการโรงเรียนชี้แจงว่าไม่ได้เป็นการทำโทษ หรือประจานให้อับอาย แต่เนื่องจากนักเรียนผมยาวจริง และโรงเรียนก็มีนโยบายตัดผมให้ฟรี อยู่แล้ว
แต่ดูเหมือนว่าคำชี้แจงดังกล่าวจะ ไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลนัก สังคมกลับมองว่าเป็นการกล่าวอ้างเพื่อลดการตำหนิติเตียนให้เบาบางลงเท่านั้น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นการลงโทษที่ไม่เหมาะสม พร้อมสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งครู ที่ก่อเหตุและผู้บริหารสถานศึกษาแล้ว
เรื่องนี้แม้จะเข้าใจเจตนาดีที่ครูต้องการอบรม สั่งสอนนักเรียนให้มีระเบียบวินัย แต่ลงโทษนักเรียน ที่กระทำผิด ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา พ.ศ.2548
การลงโทษต้องไม่เป็นการกระทำที่รุนแรงหรือทำให้เกิดความอับอายหรือสูญเสียความมั่นใจในคุณค่าตนเอง หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์จนทำให้เกิดความรู้สึกด้านลบ
แต่ที่ผ่านๆ มา ครูและโรงเรียนส่วนใหญ่มักลุแก่อำนาจ กดทับบังคับนักเรียน นอกจากด้วยกฎระเบียบแล้วยังมีการ ใช้อำนาจร่วมไปด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดี
ล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการออกประกาศยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่เดือนมกราคม
โดยกำหนดนโยบายให้การไว้ทรงผมของนักเรียนของสถานศึกษาในสังกัดและสถานศึกษาในกำกับดูแลจะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ แต่ต้องจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตามหลักการมีส่วนร่วม
ประกอบด้วย นักเรียน คณะกรรมการสภานักเรียน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง หรือผู้แทน ผู้ปกครอง ชุมชนท้องถิ่น บุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่นใดที่หัวหน้าสถานศึกษาเห็นสมควร
ข้อกำหนดดังกล่าวก็ยิ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่านอกจากไม่แก้ปัญหาแล้ว กระทรวงศึกษาธิการกลับปลดภาระตัวเอง ลอยตัว โดยให้สถานศึกษาแต่ละแห่งไปรับผิดชอบกันเอง