สมาคม อบต.แห่งประเทศไทย พร้อมด้วยสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แต่ละภาค เดินทางมาทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือทวงถามรัฐบาลเรื่องการพิจารณาเพิ่มค่าตอบแทนให้แก่สมาชิก อบต.ทั่วประเทศเกือบ 400,000 คน จาก 5,300 อบต.
ในการเรียกร้องดังกล่าว สมาคมให้เหตุผล เปรียบเทียบกับเทศบาลว่ามีหน้าที่ อำนาจ ภารกิจ การกระจายอำนาจ งบประมาณ พื้นที่ จำนวนประชากร และฐานรายได้ใกล้เคียงกัน แต่อบต. กลับได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าเทศบาล
จึงจัดทำข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลปรับอัตราค่าตอบแทน ให้เหมือนกับเทศบาล ซึ่งที่ผ่านมาเคยเรียกร้องมาแล้ว แต่ไม่เคยได้รับการพิจารณาแต่อย่างใด
สมาคมยังประกาศจุดยืนด้วยว่าพรรค การเมืองไหนสนับสนุนเพิ่มค่าตอบแทน จะเลือกผู้สมัครของพรรคนั้นในการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมาถึง ส่วนพรรคไหนคัดค้าน หรือเหยียบเรือสองแคมจะไม่สนับสนุน
เกี่ยวกับเรื่องนี้รัฐบาลชี้แจงได้รับทราบมาโดยตลอด เนื่องจากสมาคมยื่นข้อเสนอต่อกระทรวงมหาดไทยมาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อขอปรับค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับสถานการณ์
จากข้อเรียกร้องดังกล่าว รมว.มหาดไทยก็เห็นด้วยในหลักการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและค่าครองชีพ ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ปรับขึ้นเงินเดือนกำนันและผู้ใหญ่บ้านไปแล้ว
ดังนั้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และหลักธรรมาภิบาล จึงเห็นควรปรับขึ้นเงินเดือนให้ เพื่อแก้ไขเรื่องนี้ ให้รวดเร็วที่สุด แต่ขณะนั้นเกิดสถานการณ์แพร่ระบาด ของเชื้อโควิด-19 จึงต้องชะลอไปก่อน
ต่อการเคลื่อนไหวล่าสุด เลขาธิการนายก รัฐมนตรียืนยันกับสมาคม รมว.มหาดไทย กำชับให้เร่งดำเนินการตามขั้นตอนโดยเร็ว
การเรียกร้องขึ้นค่าตอบแทน หรือเงินเดือนของ ผู้บริหารอบต. เชื่อว่าสังคมโดยรวมคงไม่ขัดข้อง เนื่องจากอบต.เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระดับพื้นฐานที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด และได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิ
ประการสำคัญคือมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับประชาชนมากมาย โดยเฉพาะเรื่องสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำประปา ถนน การจัดเก็บขยะ สาธารณสุข เป็นต้น ตลอดจน ความทุกข์ร้อนอื่นๆ ของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ด้วยขณะนี้ใกล้สู่การเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งอบต.ไม่น้อยล้วนเป็นฐานคะแนนเสียงของผู้สมัคร ส.ส. และพรรคการเมืองต่างๆ รัฐบาลต้องตระหนักอย่างยิ่งต่อข้อเรียกร้อง
โดยเฉพาะข้อครหาช่วงชิงคะแนนนิยม เป็นเรื่องเหมาะสมพอควรหรือไม่ หรือทางที่ดีควรให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่