จบลงแล้วสำหรับศึกอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152

การอภิปรายของฝ่ายค้าน ที่ประกาศจัดเต็ม ไม่แพ้การอภิปรายไม่ไว้วางใจ มาตรา 151 ทำได้สมราคาหรือไม่

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป้าชำแหละ และการชี้แจงของรัฐมนตรีในซีกรัฐบาล ฟังขึ้นหรือไม่

โอฬาร ถิ่นบางเตียว

ภาควิชารัฐศาสตร์ ม.บูรพา

การอภิปรายตามมาตรา 152 ครั้งนี้ฝ่ายค้านทำได้ดีมาก โดยเฉพาะพรรคก้าวไกล คะแนนเต็ม 10 ให้ 9.5 เป็นการอภิปรายสอดคล้องกับประเด็นที่สังคมคาดหวัง มีการหาข้อมูลประเด็นเชิงลึก โดยเฉพาะผู้นำเสนอทำได้ดี กระชับ เป็นระบบ ทำให้คนในสังคมกลับมาสนใจติดตามประเด็นทางการเมืองอีกรอบ

ฝ่ายค้านรู้ว่าสังคมต้องการอยากรู้เรื่องอะไร วันแรกของการเปิดอภิปราย หัวหน้าฝ่ายค้านแต่ละพรรคเปิดเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ที่คนไม่ค่อยพูดถึงมาก สามารถจับประเด็นเรื่องตู้ห่าว ทุนจีนสีเทา การทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องยาเสพติด เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นอย่างหนักและรุนแรงในปัจจุบัน ซึ่งสังคมไทยต้องการคำตอบ ฝ่ายค้านจับประเด็นได้ดีที่นำเรื่องนี้มา

ส่วนประเด็นที่ฝ่ายค้านไม่ได้หยิบมาพูด โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยคือการอภิปราย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เพราะจะเป็นกุญแจดอกแรกที่ไขปริศนาที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่าพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทยในอนาคตจะร่วมมือกันหรือไม่

ส่วนการชี้แจงของนายกฯ ตอบไม่ได้เลย แล้วก็ตอบด้วยภาษาราชการ ตอบแบบสามวาสองศอก ตอบไม่ตรงประเด็น ถ้าคะแนนเต็ม 10 ตนให้ศูนย์คะแนน ตอบ ไม่ตรงคำถาม จึงไม่รู้จะให้คะแนนตรงไหนอย่างไร

เช่น เขาให้ตอบเรื่องทุจริตก็ตอบว่ารัฐบาลตัวเองยังไม่มีใครติดคุก ไปเอาอีกรัฐบาลหนึ่งมาเปรียบเทียบ คนละเรื่องกัน เพราะตัวเองอยู่ในอำนาจ คุมกลไกอำนาจทั้งหมด ปัญหาการลงโทษจึงยังไม่มี แต่ถ้าต่อไปเป็นรัฐบาลอื่นก็ไม่แน่อาจติดคุกมากกว่านี้ก็ได้ ที่สำคัญคือการตอบคำถามที่ไม่ตรงประเด็น

ถามว่าทำไมมีการทุจริตอย่างกว้างขวาง การซื้อขายตำแหน่ง ทำไมแต่งตั้งคนใกล้ชิดเข้าไปในหน่วยงานที่มีบทบาททางการเมือง ทำไมยาเสพติดราคาถูกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เหล่านี้นายกฯ ต้องตอบว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่บอกแต่ว่าให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม มันคนละเรื่องกัน

คนที่จะมาแก้ต่างอย่าง นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลฯ ยิ่งพาเข้าคลอง การตอบที่ขาดข้อมูล หลักฐานทำให้คิดว่าหลังอภิปรายน่าจะมีผลทันที จากนี้ไปเรื่องนี้จะถูกขยายต่อในสนามเลือกตั้ง

ผู้อภิปรายทุกคนจองกฐิน พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อต้องการดีดออกจากสมการการเมือง เช่น พรรคก้าวไกลชัดเจนเลยว่า ไม่เอาทั้ง 2 ป. เป็นการปราศรัยครั้งแรกโดยอาศัยสื่อสาธารณะว่าถ้าไม่อยากเห็นประเทศชาติเป็นแบบนี้ก็ต้องเลือกก้าวไกล เป็นการหาเสียงของพรรคก้าวไกลเขาถึงทำการบ้านมาเป็นพิเศษ ทำเต็มที่กว่าทุกครั้ง

ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็ต้องทำเต็มที่เพื่อดีดพล.อ.ประยุทธ์ ออกจากสมการ หรือทุกคนอาจเห็นตรงกันว่าถ้าต้องการลดระดับของ 3 ป. ต้องทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติได้ต่ำกว่า 25 เสียง และในกระบวนการที่จะทำให้ต่ำกว่า 25 เสียง คือการไม่เลือกพล.อ.ประยุทธ์ จากการตอบคำถามไม่ได้

การซักฟอกครั้งนี้จะมีผลต่อการเลือกตั้งมากสำหรับคนที่ติดตามการเมืองมาตลอด เพราะ 1.การตอบคำถามของพล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลสะท้อนความรับผิดชอบ ความ มุ่งมั่นตั้งใจทำงานในรอบ 4 ปี เป็นการประเมินผลงานในรอบ 4 ปี

2. ประเด็นการอภิปรายจำนวนมากจะถูกขยายต่อใน เวทีปราศรัยของฝ่ายค้าน เชื่อว่าประชาชนต้องคิดหนักพอสมควร อาจทำให้พล.อ.ประยุทธ์ได้คะแนนน้อย และอาจ ทำให้ผู้สมัครในนามพรรครวมไทยสร้างชาติเหนื่อยในการอธิบาย

นพพร ขุนค้า

สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์

คณะมนุษยศาสตร์ฯ มรภ.ราชนครินทร์

ครั้งนี้แม้จะไม่มีการลงมติ แต่บรรยากาศเป็นเหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 อย่างไรอย่างนั้น ฝ่ายค้านก็ต้องทำอย่างตั้งใจเพราะถือเป็นครั้งสุดท้ายในวาระของสภาและเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้อภิปราย

2 วันของการอภิปรายแม้ไม่มีการลงมติ แต่สิ่งสำคัญครั้งนี้ถือเป็นการลงมติในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น และ 2 วันการอภิปรายทางฝ่ายค้านเตรียมข้อมูลมาได้ดี แม้บางคนจะเป็นการนำข้อมูลเก่ามาพูด แต่เป็นของเก่าที่ขยายผลได้ดีและมีข้อมูลใหม่ เช่น กรณีทุนสีเทาที่พรรคก้าวไกลเตรียมข้อมูลมาและขยายผลได้ดี

ดังนั้น ภาพรวมให้คะแนนกับฝ่ายค้านมากกว่า ถ้าตัดเกรดเหมือนอาจารย์ที่สอนนักเรียน ฝ่ายค้านได้คะแนนมากกว่าแน่นอน เต็ม 10 ฝ่ายค้านได้ 6 รัฐบาลได้ 4

ซึ่งฝ่ายค้านทำการบ้านมาดีทั้งข้อมูลเอกสาร ภาพถ่ายที่ นำเสนอในสภา และต้องยอมรับว่าทำเวลาได้ดีในการนำเสนอ กระชับเน้นๆ เนื้อหาอาจเพราะเวลาที่มีน้อย โดยภาพรวมมองว่าทำได้ดี

และสังเกตได้ว่าในการอภิปรายครั้งนี้มีการประท้วงไม่พร่ำเพรื่อ อาจเพราะพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้อยู่พรรค พลังประชารัฐแล้ว ดังนั้นผู้พิทักษ์จึงมีน้อย ส่วนพรรคร่วมก็ขอลอยตัวไม่ขอยุ่งด้วย พล.อ.ประยุทธ์จึงเหมือนเดียวดาย

สำหรับข้อมูลการอภิปราย อาจมองว่าเก่าหรือเป็นข้อมูลที่เห็นนอกสภากันมาบ้างแล้ว แต่มีข้อมูลเพิ่มที่เราเพิ่งเห็นในสภา เช่น กรณีทุนจีนสีเทาที่นายรังสิมันต์ โรม อภิปรายและเปิดเผยข้อมูล เชื่อว่าถ้าฝ่ายค้านมีเวลามากกว่านี้คงได้เจาะลึกในข้อผิดพลาดของการบริหารงานของรัฐบาล โดยเฉพาะเศรษฐกิจ แต่ก็เข้าใจว่าเรื่องเศรษฐกิจฝ่ายค้านคงมองว่ามีการพูดถึงบ่อยแล้ว และประชาชนคงสัมผัสรับรู้ได้

แต่ก็ไปเจาะสิ่งที่ทั้งแฟนคลับ และตัวพล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าเป็นจุดแข็งนั่นคือความซื่อสัตย์สุจริต บอกว่าเป็น จุดแข็งฝ่ายค้านจึงเจาะให้เห็นว่าซื่อสัตย์สุจริตอย่างไรปล่อยให้มีการซื้อขายตำแหน่งในระบบราชการ

ส่วนการชี้แจงของพล.อ.ประยุทธ์ ด้วยบุคลิกส่วนตัว ไม่อยากใช้คำว่าปรับตัวเข้ากับระบบรัฐสภาและการมีฝ่ายค้านไม่ได้ นายกฯ ยังติดรูปแบบที่มีอารมณ์นำ และพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ตอบข้อสงสัย เช่น เรื่องธุรกิจของหลาน ซึ่งก็ไม่ใช่หลานห่างๆ แต่เป็นลูกของน้องชายตัวเอง

การจะบอกกล่าวกับประชาชนว่าเราเป็นคนซื่อสัตย์ ถ้ามีประเด็นสงสัยคนใกล้ตัวหรือคนในครอบครัว เป็นใครก็ต้องดิ้น อยากให้ข้อมูลที่แท้จริง โดยใช้เวทีนี้ชี้แจงกับประชาชนเพื่อไขข้อข้องใจของประชาชน ถ้ายิ่งไม่ตอบคนก็ยิ่งเคลือบแคลงใจ

และรัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจงสิ่งที่ฝ่ายค้านซักฟอก แต่กลับไปตอบในทางเสียดสี เช่น กรณีพล.อ.ประยุทธ์ไม่ชี้แจงเรื่องธุรกิจของหลาน แทนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะใช้เวทีนี้ชี้แจงมากกว่าไปย้อนกลับ หรือกรณี นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเรื่องที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ กลับไปตอบแบบเสียดสี

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินใจ แล้วว่าจะเลือกใคร แต่การอภิปรายครั้งนี้ก็ไม่เสียของ แต่เป็นการตอกย้ำข้อมูลและเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจโดยเฉพาะคนที่เป็นคอการเมืองจริงๆ ยิ่งได้ข้อมูลในการตัดสินใจมากขึ้น

สุขุม นวลสกุล

อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง

การอภิปรายครั้งนี้ไม่ถึงกับที่คาดว่าจะมีปัญหา ไม่ถึงขั้นว่าเหมือนทำสงคราม หรือขัดแย้งกันชนิดทนฟังกันไม่ได้ ฝ่ายค้านได้พูดในสิ่งที่อยากพูด ส่วนรัฐบาลมีโอกาสได้ตอบ

และเป็นธรรมดาที่ฝ่ายค้านย่อมมีภาษีในการอภิปรายเพราะเป็นการจี้จุดต่างๆ ของรัฐบาล ที่บางอย่างรัฐบาลแก้ตัวไม่ออกเนื่องจากเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ การอภิปรายหวังผลเพื่อการเลือกตั้ง แต่คิดว่าถึงวันนี้ประชาชนตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกอย่างไร

สิ่งที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายเรื่องทุนสีเขียว ทุนสีเทา ก่อนที่นายรังสิมันต์ โรม จะออกมาเปิดเผยเรื่องนี้คิดว่าข้อมูลดูจะด้อยกว่าของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แต่เมื่อมีข้อมูลใหม่บางเรื่องก็ทำให้คนฟังหูผึ่งขึ้น จากที่คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่รู้แล้วก็เพิ่งมารู้เหมือนกัน

เช่น เรื่องที่ตั้งพรรคการเมืองเพราะไปเกี่ยวโยงกับทุนสีเทา แต่มาเปิดเรื่องของทุนสีเขียว จึงทำให้น่าคิดเหมือนกัน ขณะที่การบริหารด้านอื่นของรัฐบาลคงไม่ต้อง พูดถึงเพราะประจักษ์แก่ตาประชาชนแล้ว วันนี้อยู่ในภาวะไม่ว่าจะพูดอย่างไรคนก็รู้สึกว่าไม่ค่อยประทับใจกับ 8 ปี ที่ผ่านมา ดังนั้น คนเลือกแล้ว ตัดสินใจแล้ว จึงไม่ถึงขั้นทำให้คนฟังเปลี่ยนใจ

ที่จริงรัฐบาลมีจุดอ่อนให้ขุดหลายจุด อาจเรียกได้ว่ายิ่งขุดก็ยิ่งเจอ และนายกฯ ก็ตอบไม่ออก ได้แต่พูดเลี่ยงไปว่าครอบครัวตัวเองไม่เกี่ยวกับครอบครัวของน้อง อะไรที่เห็นว่าทำผิดก็ให้ฟ้องไปตามกระบวนการยุติธรรม คล้ายๆ กับบอกว่าไม่ได้รับผิดชอบครอบครัวของน้องหรือของใคร

และในทางการเมืองสิ่งที่คนจะรอดูคือฝ่ายค้านจะพูดแตะ พล.อ.ประวิตร หรือไม่ คนจะรอดูว่ามีดีลกัน หรือเปล่า จึงรอดูว่าฝ่ายค้านจะเขย่าพล.อ.ประวิตร เต็มที่ เหมือนที่เขย่าพล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ เพราะ 2 ป. และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ก็โดนไปแล้ว ทำไมมาเว้นแค่ ป.เดียว ถ้าเว้นเพียงคนเดียวก็แสดงว่ามีดีล

ที่ถามว่าประเมินคะแนนฝ่ายค้านกับรัฐบาล ให้ น้ำหนักไปทางไหนมากกว่ากัน แน่นอนการอภิปรายส่วนใหญ่ฝ่ายค้านมักได้คะแนนจากคนดู ยิ่งนายกฯ ตอบคำถามลักษณะที่ตอบเป็นนามธรรมมากกว่า รูปธรรม ไม่สามารถยกตัวอย่างและขยี้สิ่งที่ตอบไปแล้วให้ประชาชนเห็นได้ ยิ่งเป็นรอง

นายกฯ จะทำอย่างไรเพื่อดึงเรตติ้งกลับมาก็ทำไป แต่ไม่ใช่ทำอย่างเดิมคือ ด่ากราด กับพูดเรื่องเก่าย้อนไปก่อนปฏิวัติเปรียบเทียบว่าทำดีกว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านทำในปัจจุบัน เอานามธรรมมาพูดในขณะที่สิ่งที่ฝ่ายค้านพูดเป็นรูปธรรมมากกว่า เช่น ยกชื่อของหลานนายกฯ มาพูดถึง และมีชื่อคนนั้นคนนี้ แต่นายกฯ ตอบว่า ไม่เกี่ยวกับครอบครัวนั้น

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลถึงวันเลือกตั้ง แต่วันนี้คนตัดสินและรอให้ถึงวันที่จะเลือกตั้งแล้ว การอภิปรายไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก จึงไม่ให้คะแนนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะมองว่าเป็นแค่สีสันส่งท้ายที่ทำให้ครบกระบวนการมากกว่า คนฟังที่เทใจเลือกฝ่ายค้านก็คงไม่เปลี่ยนใจ คนอื่นๆที่ ฟังก็มี คำตอบแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน