ไม่เกินจริงเลยที่ “ญี่ปุ่น” ยังครองแชมป์จุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของคนไทยใน ปี 2566 นี้

เพราะเปิดปีมาได้มีโอกาสไปปักหมุดประเทศญี่ปุ่นในรอบ 3 ปี ตาม คำเชิญของบริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้ไปศึกษาและดูงานที่นั่น ซึ่งในทุกๆ พิกัดที่ไปได้พบเจอแต่ คนไทย

ใช้เวลา 5 ชั่วโมงกว่าๆ จากสนามบินสุวรรณภูมิก็แลนดิ้งที่สนามบิน ฮาเนดะ กรุงโตเกียว และเพียงแค่ก้าวเท้าออกมาจากสนามบิน ความฟินก็บังเกิดกับสภาพอากาศหนาวที่ไม่ถึง 10 องศา พร้อมลมเย็นๆ ปะทะหน้าสั่น

เริ่มต้นทริปโดยรถไฟชินคันเซนที่สถานีอุเอโนะ ซึ่งห่างจากสนามบินประมาณ 30 นาที ไปลงสถานียามากาตะ จังหวัดยามากาตะ เพื่อไปสัมผัสหิมะฟูๆ บนเทือกเขาซาโอะ (Zao) กับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า “ปีศาจหิมะ” หรือ สโนว์มอนสเตอร์ (Snow Monster) ที่เกิดจากการทับถมกันของน้ำแข็ง และหิมะบนต้นสน เมื่อปกคลุมต้นไม้ ต้นสน เป็นจำนวนมากๆ กลายเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ทำให้เกิดเป็นรูปร่างต่างๆ คล้ายปีศาจ

ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่งถึงจุดหมาย ซาโอะ ออนเซน แหล่งน้ำพุร้อนเก่าแก่ที่เป็นทั้งลานสกี เล่นสโนว์บอร์ด และออนเซนชื่อดัง ซึ่งมีซาโอะ โรปเวย์ (Zao Ropeway) สำหรับนั่งกระเช้าขึ้นไปชมวิวปีศาจหิมะบนระดับความสูงกว่า 1,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล และระหว่างทางได้เห็นวิวสวยๆ ของทุ่งปีศาจหิมะบนกระเช้า แม้วันที่ขึ้นไปท้องฟ้าจะไม่เปิด แลดูอึมครึม และหิมะตกโปรยปรายตลอดเวลา แต่บรรยากาศหิมะระหว่างทางยังสวยงาม จากต้นไม้สูงที่ถูกปกคลุมหิมะบางๆ พร้อมลานสกี และคนเล่นสโนว์บอร์ด

เพลิดเพลินวิวระหว่างทางได้ไม่นานก็ถึงจุดชมสโนว์มอนสเตอร์ และต้องร้องโอ้มายก๊อด! กับอากาศติดลบ 13 องศา หนาวเย็นมากๆ ในขณะที่หิมะตกยังไม่หยุด พร้อมบรรยากาศที่ตื่นตาตื่นใจ กับภาพของหิมะที่โปรยปราย ปกคลุมต้นไม้ ป้าย ทางเดินที่เต็มไปด้วยหิมะหนา

และไฮไลต์ อย่างสโนว์มอนสเตอร์ แม้จะเสียดายนิดเดียวที่วันนั้นท้องฟ้าไม่เปิด เลยไม่ได้เห็นสโนว์มอนสเตอร์ ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้า แต่ภาพที่ได้คือ หิมะกำลังรายล้อมสโนว์มอนสเตอร์ให้โดดเด่น สวยงามเกินบรรยายเช่นกัน สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสช่วงที่ดีที่สุดของการมาชมสโนว์มอนสเตอร์ คือประมาณเดือนกุมภาพันธ์ เพราะจะเป็นช่วงที่หิมะปกคลุมต้นไม้จนเป็นสโนว์มอนสเตอร์ที่สมบูรณ์แบบ

เทือกเขาแห่งนี้สามารถเดินถ่ายรูปเก็บโมเมนต์ได้เต็มที่ และหากหนาว เกินไป หรือหิวน้ำ หิวขนม หรือจะซื้อของที่ระลึก ด้านในมีทั้งร้านค้าจำหน่าย และตู้กดสินค้าไว้ให้บริการ แถมยังให้ร่างกายอุ่นขึ้นด้วย

พอช่วงค่ำได้เวลาเดินทางกลับไปพักผ่อน ในคืนแรกที่ยามากาตะ จังหวัดเล็กๆ ที่ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติ บรรยากาศดี ในช่วงฤดูหนาววิวที่นี่จะเต็มไปด้วยหิมะสีขาวตามทางเดินและบนหลังคา ทำให้รู้สึกสบายตาและเงียบสงบ เหมาะมากสำหรับการมาพักผ่อนจริงๆ

ได้นอนเต็มอิ่ม ถึงเวลาลุยต่อวันที่สอง นั่งรถไฟ ชินคันเซน กลับมาโตเกียว เพราะมีไปดูงานที่ตลาดปลา โทโยสึ ซึ่งค้าส่งปลา และอาหารทะเลใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น พร้อมรับประทานอาหารกลางวัน เป็นซูชิสดๆ ที่นี่ด้วย

และด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวน วันนี้โตเกียวฝนตก ทำให้อากาศยิ่งหนาวเหน็บ แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงาน เพราะตลาดปลาแห่งนี้อยู่ภายในอาคาร เชื่อมต่อกัน 3 ตึก แม้พื้นที่จะกว้างใหญ่ แต่เดินสะดวกสบาย ทุกตึกยังมีร้านอาหารต่างๆ ให้ลิ้มลองความสดและความอร่อยอีกด้วย

หลังจากปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้น เดินหน้าตามแพลนต่อไปยังเมืองฮาโกเน่ ตั้งอยู่ในจังหวัดคานากาวะ ที่อยู่ทางตอนใต้ของโตเกียวห่างออกไปราว 80 กิโลเมตร

มุ่งหน้าสู่สถานตากอากาศในเขตอุทยานแห่งชาติฟูจี ฮาโกเนะ-อิชุ เพื่อเข้าพักที่โรงแรม HAKONE KOWAKIEN TEN-YU หนึ่งในสถานที่พักผ่อนยอดนิยมของคนญี่ปุ่น สำหรับผ่อนคลายกับการแช่น้ำแร่ น้ำพุร้อน (ออนเซน)

เพราะเมืองฮาโกเน่ เป็นหุบเขาที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟฮาโกเน่เมื่อ 3,000 ปีก่อน และยังคงคุกรุ่นจนถึงปัจจุบัน ทำให้ยังคงมีกำมะถันและแหล่งน้ำพุร้อนอยู่รอบบริเวณนี้ และรอบๆ โรงแรมจะเห็นควันคุกรุ่น ซึ่งโอบล้อมไปด้วยบรรยากาศสุดธรรมชาติรอบทิศทาง ให้ฟีลธรรมชาติดีต่อใจ ผ่อนคลายทั้งกายและใจอย่างที่สุด ตอบโจทย์คนที่ชอบธรรมชาติ แถมไม่ไกลจากโตเกียวอีกด้วย

วันที่สามของทริป เดินทางต่อไปยังเมืองโอบุชิ ต่อด้วยเมืองโอมาเอะซากิ เพื่อไปดูไร่ชาที่มีชื่อเสียงอันเก่าแก่ของญี่ปุ่น วันนี้ท้องฟ้าสดใส ทำให้ระหว่างทางโชคดีได้เห็น ฟูจิซัง “ภูเขาไฟฟูจิ” สัญลักษณ์ของญี่ปุ่น ที่ถูกบันทึกว่าเป็นภูเขาไฟที่มีความสูงอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในมรดกโลก

เห็นอย่างนี้รู้สึกตื่นเต้น และเท่ากับว่ามาถึงญี่ปุ่นแล้ว! ซึ่งไม่ใช่แค่เรา คนญี่ปุ่นเองยังตื่นเต้นต้องหยิบมือถือมาถ่ายรูป แม้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เห็นภูเขาฟูจิแบบชัดๆ อย่างฤดูใบไม้ผลิ เดือนมีนาคม-พฤษภาคม แต่มกราคมก็สามารถเห็นความสวยงามของฟูจิซังได้ แม้จะมีก้อนเมฆมาบดบังบ้าง เช่นนี้แล้วไม่ว่าคุณจะมาช่วงไหน แน่นอนว่าจะได้เห็นความสวยงามที่แตกต่างกันไป

จากเมืองโอมาเอะซากิ ณ สถานีคาเคกาวะ โดยรถไฟ ชินคันเซน ลงสถานีโตเกียว เพื่อเข้าสู่กรุงโตเกียวอีกครั้ง เป็นคืนและวันสุดท้ายของทริป กับกิจกรรมการช็อปปิ้งก่อนกลับ

ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 20 นาที ถึงจุดหมายชิบูย่า ย่านที่ ทันสมัยแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ที่มีผู้คนทั้งชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินขวักไขว่อยู่ตลอดทั้งวัน แหล่งช็อปปิ้งที่มีทั้งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ร้านค้า รวมทั้งช็อปของแบรนด์ดังอยู่มากมาย

ในช่วงกลางคืน ชิบูย่าเป็นย่านที่เต็มไปด้วยสีสัน ร้านค้าหลายร้านในย่านนี้เปิดให้บริการกันถึงเกือบเที่ยงคืน และบางร้านก็เปิดกันแบบ 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว ถูกใจขาช็อป ยิ่งนัก

จบทริปแรกในรอบ 3 ปีแบบครบรส ต้องขอบคุณ “โออิชิ กรุ๊ป” ที่พาไปท่องโลก

นาทีนี้เรียกได้ว่าไม่มีการท่องเที่ยวประเทศไหนร้อนแรงเท่าประเทศญี่ปุ่นสำหรับนักท่องเที่ยวไทยอีกแล้ว

ปัทมา ทองสิน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน