บีบีซีรายงานวันที่ 20 ก.พ. ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐอเมริกา เดินทางเยือนกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน หลังโดยสารรถไฟข้ามชายแดนจากประเทศโปแลนด์เข้าสู่กรุงเคียฟ ท่ามกลางความประหลาดใจอย่างมาก เนื่องจากกรุงเคียฟยังเป็นพื้นที่สงครามที่มีความเสี่ยงสูง และก่อนหน้านี้ทางการสหรัฐปฏิเสธว่า นายไบเดนจะเดินทางไปยูเครนระหว่างภารกิจเยือนยุโรปตะวันออก
จากแถลงการณ์ประธานาธิบดีไบเดนกล่าวว่า การเดินทางมากรุงเคียฟจะเป็นการยืนยันความมุ่งมั่นของสหรัฐที่แน่วแน่และไม่ย่อท้อต่อประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน “ตอนที่นายวลาดิมีร์ ปูติน (ประธานาธิบดีรัสเซีย) เริ่มรุกรานเมื่อเกือบ 1 ปีที่แล้ว เขาคิดว่ายูเครนอ่อนแอและตะวันตกถูกแบ่งแยก เขาคิดว่าเขาสามารถอยู่ได้นานกว่าเรา แต่เขาคิดผิด” นอกจากนี้นายไบเดนและประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน จะร่วมหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสนับสนุนของสหรัฐ ซึ่งนายไบเดนจะแถลงเพิ่มเติมถึงการ ส่งความช่วยเหลือด้านยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ รวมถึงกระสุนปืนใหญ่ ระบบต่อต้านยานหุ้มเกราะ เรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ และจะมีการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติมด้วย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังโฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีนแถลงปฏิเสธข้อครหาหลังจากนายแอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่าจีนอาจกำลังพิจารณาสนับสนุนยุทโธปกรณ์ร้ายแรงแก่รัสเซีย ซึ่งอาจเป็นได้ตั้งแต่กระสุนปืนจนถึงอาวุธหนัก พร้อมย้ำว่าการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลเสียอย่างสาหัสต่อความสัมพันธ์ของสองชาติมหาอำนาจ ขณะที่นายโจเซฟ บอร์เรลล์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) กล่าวเตือนจีนว่าอียูไม่เห็นด้วยกับการสนับสนุนอาวุธให้รัสเซีย อย่างไรก็ตาม นายหวัง อี้ รมว. ต่างประเทศจีน กล่าวว่าจีนไม่มีแผนส่งอาวุธให้รัสเซีย