ท่าทีของรัฐบาลต่อการเคลื่อนไหวของ นาย ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้รับความสนใจ

เพราะไม่เพียงแต่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะให้ความสนใจ หากแม้กระทั่งภายในทำเนียบรัฐบาล ก็ให้ความสำคัญ

เห็นได้จากการได้พบกับ “ผบ.ตร.”

เห็นได้จากการให้ความสนใจอย่างเป็นพิเศษจาก “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” และรวมถึงน้ำใจไมตรีจาก “นายกรัฐมนตรี”

เมื่อต้องการ “พบ” ก็ได้เข้าพบ

ท่าทีจาก “ตำรวจ” ท่าทีจาก “นายกรัฐมนตรี” จึงก่อให้เกิด “คำถาม” ตามมา

หลายคนอาจประเมินว่าเป็นเพราะสถานะในทางสังคมของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เป็นสถานะที่มิอาจเพิกเฉยได้อย่างเลือดเย็น

เหมือนที่เพิกเฉยต่อ “ราษฎร” เหมือนที่เพิกเฉยต่อ “ทะลุแก๊ซ”

ขณะเดียวกัน เครือข่ายและสายสัมพันธ์ของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ก็แนบชิดกับนายทหารระดับสูง และคนที่แวดล้อมนายกรัฐมนตรี

เสียงของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จึงเป็นเสียงที่ต้องล้างหูรับฟัง

กระนั้น สถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็มิอาจมองข้าม

การเมืองในขณะนี้เป็นการเมืองที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้เขย่าในเรื่อง “ธุรกิจสีเทา” จนกลายเป็น “วาระสังคม” อยู่ในแสงแห่งสปอตไลต์

ยิ่งตกถึงมือ นายรังสิมันต์ โรม และพรรคก้าวไกล ยิ่งระเบิดเถิดเทิง

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในการเลือกตั้งก็งวดเข้ามาเป็นลำดับ จำเป็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเล่นบทของ “นักการเมือง”

จึงต้องเปิด “ไฟเขียว” ให้กับ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

ภายในหนทางแสนสะดวกที่รองรับ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ก็กลายเป็น “ปม”

เป็นปมที่นำไปสู่ความแคลงคลางกังขา หรือว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ รับงานมาจากเครือข่าย อันสัมพันธ์อยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ความแคลงคลางนี้กดดันไปยัง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน