ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นการบริการด้านสุขภาพของรัฐที่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนทุกส่วน ทุกคนในสังคม ให้ได้รับการประกันสุขภาพอย่างเท่าเทียมกันบนหลักการสำคัญที่ว่า บริการที่จำเป็นด้านสุขภาพเป็นของทุกคน
ทั้งนี้ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้บอกเล่าทิศทางการทำงานต่อไปของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปในยุคหลัง โควิด-19

นพ.จเด็จกล่าวว่า เราได้ตั้งเป้าว่าอยากบริการประชาชนให้ราคาถูกลง และเข้าถึงระบบได้ง่ายขึ้น 20 ปี ที่ผ่านมาของระบบหลักประกันสุขภาพฯ ยังคงมองประชาชนเป็น เป้าหมายหลักของเรา เราคิดเสมอว่าทำอย่างไร ให้ประชาชนได้รับบริการที่ดี และ ไม่ล้มละลายจากการเจ็บป่วย เป้าหมายเราไม่เปลี่ยนแปลง แต่อาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการ เนื่องจากหลังโควิดที่ผ่านมา เชื่อว่าในอนาคตบริการจะราคาถูกลง เข้าถึงง่ายขึ้น คุณภาพดีขึ้น ซึ่งขัดต่อแนวคิดที่ว่าสินค้าทางการแพทย์ราคาต้องสูง เป็นสิ่งที่ท้าทายต่อบุคลากรทางการแพทย์ด้วย หากใครปรับตัวไม่ทันต้องแพ้ แม้เราอยู่ในภาครัฐ ก็หยุดนิ่งไม่ได้

นพ.จเด็จกล่าวต่อว่า ตั้งแต่ช่วงโควิดมาที่มีการ Home Isolation เราได้มีการดำเนินการต่างๆ ที่บ้านผู้ป่วยมากขึ้น ให้ผู้เป็นตรวจเอทีเคเอง เริ่มตรวจแล็บต่างๆ เอง ต่อไปเราจะให้ผู้ป่วยทำอะไรเองที่บ้านมากขึ้น รักษาตนเองในบางสิ่ง ทิศทางนี้จะทำให้เข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น
สิ่งนี้เป็นเหมือนการทดสอบว่าสังคมจะรับได้หรือไม่ เพราะเมื่อให้ประชาชน ทำเอง จะมีความรู้สึกว่าเราไม่ทำงาน ผลักภาระให้ประชาชน แต่สิ่งนี้จะทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิการรักษาได้ง่ายขึ้น การปรับเปลี่ยนจะ ไม่ง่าย และจะเกิดปัญหาขึ้น แต่ต้องลองทำดู

“และที่ผ่านมาเมื่อเรามีการให้บริการต่างๆ มักจะมีกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้ติดเชื้อต่างๆ กลุ่มที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งที่จะไม่ได้อะไรเลย เราพยายามเป็นอย่างมากที่จะให้เขาได้รับการบริการ อาจจะส่งของให้เขาเพื่อรับบริการ ถ้าเราไม่ส่งให้เขาจะไม่ได้อะไรเลย เช่นกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน โรคต่างๆ ชาวบ้านไม่ทราบเลยว่ามีการให้บริการ เราได้เข้าไปสอนฉีดอินซูลิน วัดน้ำตาล ทำผิดทำถูกก็ยังได้ทำ ดีกว่าไม่ได้รับบริการใดๆ เลย สิ่งสำคัญคือการบอกกับพวกเขาว่าเรามีการให้บริการอยู่ อยากให้สื่อมวลชนช่วยสื่อสารออกไป เราจะไม่ทอดทิ้งเขา เราต้องให้ความสำคัญกับผู้ที่ไม่ได้อะไรเลย และต้องดูพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายว่าเป็นอย่างไร แล้วเข้าถึงพฤติกรรมนั้น” นพ.จเด็จกล่าว

นพ.จเด็จกล่าวอีกว่า นอกจากนี้เราอยากเสนอว่าที่ผ่านมาเราเป็นผู้ใช้เงินของรัฐบาล แต่เราอยากจะเปลี่ยนให้เราเป็นผู้สร้างรายได้ หากเรานำเงินมาลงทุนในการสร้างโรงงานผลิตภัณฑ์สุขภาพ ยกตัวอย่างเช่น เอทีเค ที่ผ่านมาเราซื้อและเงินก็ไปต่างประเทศหมด หากเราลงทุนในการผลิตแล้วสร้างรายได้ให้ประเทศจะสามารถทำได้หรือไม่ ไม่ใช่เพียงการส่งออก แต่การสร้างฐานการผลิตในประเทศจะเกิดการจ้างงาน เกิดอุตสาหกรรมทางการแพทย์ เกิดรายได้หมุนเวียนในประเทศด้วย เราจะเป็นผู้สร้างรายได้ ไม่ใช่ผู้ใช้เงินรัฐเพียงอย่างเดียว การสร้างสิ่งนี้ เป็นจุดขายให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนกับประเทศไทย เราจะบอกรัฐบาลอย่างไรว่าการลงทุนกับเราเป็นสิ่งจำเป็น เราต้องสร้างระบบหลักประกันสุขภาพที่ยั่งยืน

“เราถูกกล่าวหาว่าเราใช้เงินจากรัฐ จำนวนมาก ทั้งที่ค่าเฉลี่ยที่เราใช้ต่อคน ไม่สูง เราจึงควรจะต้องทำของเราให้ถูกและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด แล้วประชาชนจะเป็นผู้บอกเองว่าดีหรือไม่ดี ใกล้เลือกตั้งขณะนี้ยังไม่เห็นพรรคไหนที่บอกว่าระบบหลักประกัน ไม่ดี เพียงแต่อยากทำให้ดีขึ้น ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดี ต่างจากเมื่อก่อน ที่บอกว่าระบบหลักประกันฯ เป็นภาระ ฝากว่าหากต้องการยกระดับระบบนี้ ต้องเอาชาวบ้านเป็นตัวตั้ง” เลขาธิการ สปสช.กล่าว