เชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้ว่าหลายปีมานี้เกษตรกร ทุกภูมิภาคในบ้านเราหันมาปลูกโกโก้จำนวนไม่น้อย ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทขายต้นกล้าเข้าไปหลอกขายและอ้างว่าจะรับซื้อผลผลิต แต่สุดท้ายก็เจอปัญหาปิดบริษัทหนี ขณะที่บางแห่งไม่รับ ผิดชอบอะไร อย่างไรก็ตามยังมีบางบริษัทที่ขาย ต้นกล้าโกโก้ให้เกษตรกรและยังรับซื้อเพื่อนำมาแปรรูป เช่น เอทีเอ โปรดักส์ จำกัด ที่มี ‘คุณธนาวัลย์ เหล่าเมตตาจิตต์’ อดีตผู้บริหารในวงการสื่อสารมวลชน วัย 54 ปี เป็นหุ้นส่วนร่วมกับ ‘ทิดเป้’ดร.อภิวัฒน์ จ่าตา

ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเอทีเอฯ ชื่อฮักโกโก้ เน้นผลิตน้ำโกโก้สด ขนาด 250 ML. ขายขวดละ 40 บาท แต่ไม่ได้มีวางขายทั่วไป ขายตามสั่งหรือออกบูธเท่านั้น นอกจากนี้ก็มีโกโก้นิบส์ที่คั่วเสร็จใหม่ๆ เหมาะทานเล่น หรือนำไปทำเบเกอรี่

ปัจจุบันผู้คนหันมาบริโภคโกโก้กันมากขึ้น เพราะเห็นถึงคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระฟลาโวนอยด์ กินแล้วช่วยคลายเครียด บำรุงสมอง ช่วยทำให้ผิวสวย และเร่งการเผาผลาญ

คุณธนาวัลย์เล่าว่า ได้ทำงานร่วมกับเกษตรกร ภายหลังมีการแก้ไข พ.ร.บ.ระบบเกษตรพันธสัญญา โดยให้ความรู้และพาไปดูงาน มี เจ้าหน้าที่ลงไปช่วยดูแลประกบตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก การดูแล การตัดแต่งกิ่ง การเก็บเกี่ยว ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้หมด ซึ่งบริษัทพยายามสร้างสองอย่างควบคู่กัน คือ สร้างความมั่นคงในเรื่องการสร้างอาชีพให้เกษตรกร และในขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นคงทางอาหารให้ผู้บริโภคในรูปแบบที่ปลอดภัย และมั่นใจได้

สาเหตุที่เลือกส่งเสริมและขายต้นกล้าโกโก้ เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรได้เงินอย่างต่อเนื่อง เป็นพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรรับรอง คือ ลูกผสมชุมพร 1 ตอนนี้มีสมาชิกในโครงการ 307 ราย มีพื้นที่ปลูก 3,000 ไร่ อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นหลัก ตั้งแต่ระยอง จันทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ไต่ไปจนถึงพื้นที่ทางมุกดาหารและนครพนมบางส่วน อุบลราชธานี สุรินทร์ และศรีสะเกษ โดยบริษัทรับซื้อก.ก.ละ 8 บาท ถือว่าเป็นราคาที่ดี เกษตรกรหลายๆ คนบอกว่าทำแล้วคุ้มกว่าปลูกมัน ปลูกข้าวโพด และเงาะ

การปลูกใช้วิธีการเพาะเมล็ด จากต้นแม่พันธุ์ที่ดีมีอายุประมาณ 15 ปี เพื่อให้ได้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรง โดยทั่วไปคนปลูกโกโก้ขุดหลุมลึก แต่จริงๆแล้วแค่ประมาณ 30 ซ.ม.ก็พอ ไม่ให้รากลอยเท่านั้นเอง

โกโก้เหมาะกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก บริษัทจะไม่เน้นให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ใส่ตั้งแต่การเตรียมดิน ใช้รองก้นหลุม ตอนปลูกก็ให้ปุ๋ยทุกๆ 3 เดือน ตอนที่ต้นเริ่มโตและเริ่มให้ผลผลิตแล้ว จึงเพิ่มความถี่ในการให้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับปริมาณธาตุอาหารที่ดึงมาใช้ในการผลิตลูก และการฉีดพ่นทางใบใช้กลุ่มสารสกัดจากกรดอินทรีย์ธรรมชาติ ใช้กลุ่มแร่ธาตุธรรมชาติ เพื่อมาช่วยในเรื่องการปรับปรุงทั้งดินให้ดีขึ้น ต้นแข็งแรงขึ้น ผลผลิตดีขึ้น ลดการรบกวนของหนอนแมลง ซึ่งตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ทั้งหมดบริษัทก็ผลิตเองด้วย และจำหน่ายให้เกษตรกรที่ไม่ได้ปลูกเฉพาะโกโก้ เช่น ทำนา ทำไร่

การปลูกสามารถแซมหรือปลูกเดี่ยวก็ได้ ระยะห่าง 3.80 ม. x 3.80 ม. บางคนไปแซมในสวนยาง บางคนปลูกแซมกับปาล์ม หรือสวนกล้วย สวนไม้ผล แต่ถ้าแซมกับสวนยางหรือปาล์มต้องระวัง เพราะยางกับปาล์มหาอาหารเก่งมาก จะทำให้โกโก้อาจให้ผลผลิตไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือน้อยลง

คุณธนาวัลย์บอกว่าถ้าเป็นพันธุ์โกโก้ที่ดี ปีเศษๆ ก็ออกลูกแล้ว แต่ยังไม่มีความสมบูรณ์ของเมล็ด จึงให้เกษตรกรไว้ลูกตอนอายุ 2 ปี 4 เดือน หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี 8 เดือนเริ่มตัดขายรุ่นแรก และรับซื้อทุกเดือน หรือทุก 15 วัน เกษตรกรจะมีรายได้ต่อเนื่อง เพราะช่วงนั้นโกโก้เริ่มพัฒนาเรื่องของเมล็ด แต่จะยิ่งดีกว่านั้นสัก 5 ปีขึ้นไป

ในการทำงานร่วมกับเกษตรกรนั้น ผู้บริหารเอทีเอฯ ให้ข้อมูลว่า มีปัญหาค่อนข้างเยอะ เนื่องจากเกษตรกรขุดหลุมปลูก แค่นำต้นลงแล้วใช้เท้าเหยียบๆ ขณะที่โกโก้รากจะกระทบกระเทือนมากไม่ได้ และการให้น้ำ บางคน 7 วันให้น้ำครั้งหนึ่ง ความจริงอย่างน้อยๆ ต้องให้น้ำวันเว้นวัน หรือทุกๆ 3 วัน แต่ไม่ต้อง ให้มาก เพราะโกโก้ชอบชื้นแต่ไม่ชอบแฉะ นิสัยใกล้เคียงกับทุเรียน ต้องมีที่ระบายน้ำ แสงแดดก็ต้องเพียงพอ ช่วงแรกตอนต้นเล็กต้องมีการทำบังแดด เรื่องแมลงก็มีบ้างไม่มาก วิธีการจัดการก็ต้องเรียนรู้ในแต่ละพื้นที่

คุณธนาวัลย์มองว่าในอนาคตธุรกิจโกโก้ไปได้ เพียงแต่ต้องมีการจัดการที่เหมาะสม ในเรื่องของจำนวนผู้ปลูก เหมือนๆ กับพืชเศรษฐกิจหลายๆ ตัวในบ้านเรา ควรมีการส่งเสริมดูแลให้ทั่วถึงว่า ควรจะปลูกอยู่ในสัดส่วนเท่าไร ตลาดต้องการเท่าไร ภาครัฐควรเข้าไปให้การสนับสนุนการแปรรูปหรือผลิตเป็นสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า จะทำให้เกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโกโก้ที่มาจากประเทศไทย ให้มีพื้นที่ในการยืนบนเวทีโกโก้ของโลกได้ นอกนั้นป็นเรื่องลดการนำเข้า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลกับประเทศเรา เนื่องจากสัดส่วนการนำเข้าของไทยปีหนึ่งราวๆ 20,000 ตัน สำหรับผงโกโก้ ยังไม่นับรวมเรื่องผลประโยชน์ที่ได้จากการสกัดน้ำมัน หรือการแปรรูปอื่นๆ ที่เป็น Zero Waste เพื่อนำไปสู่การเพิ่มมูลค่า

“ในเชิงของคุณภาพ โกโก้ในบ้านเราถูกส่งไปทำเป็นช็อกโกแลตเพื่อชิงรางวัล ได้รางวัลมาเยอะแล้ว ทั้งรางวัลเหรียญเงิน รางวัล 1 ใน 5 ของช็อกโกแลตที่ควรจะกินของคนอเมริกา เราติด TOP 5 แต่บ้านเรายังไม่มีผู้ผลิตรายใหญ่ ซึ่งการมีผู้ผลิตรายใหญ่ นั่นหมายความต้องมีจำนวนผู้ปลูกมากพอ และจำนวนผู้ปลูกก็ต้องมีคุณภาพมากพอด้วย เขาถึงจะกล้าลงทุน”

หลังจากนี้คงต้องติดตามกันว่าเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ จะมีการรวมกลุ่มกันแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้มากน้อยแค่ไหน และโกโก้ไทยจะ โกอินเตอร์ได้เมื่อไหร่

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน