กําหนดชัดวันที่ 14 พ.ค.2566 อีกไม่ถึง 2 เดือน จะเป็นวันกำหนดอนาคตประเทศไทยผ่านการ เลือกตั้ง ว่าจะปรับเปลี่ยนขั้วอำนาจบริหารประเทศ หรือจะยังอยู่ในมือคนกลุ่มเดิม
ได้รับความสนใจมาก เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนในอดีต ที่พรรคการเมืองพรรคใดได้จำนวน ส.ส.เสียงข้างมาก ก็เป็นแกนนำ จัดตั้งรัฐบาล หากจัดไม่ได้ถึงจะเป็นโอกาสของพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงลดหลั่นลงไป
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ถูกออกแบบ ให้ 250 ส.ว.มีอำนาจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้ง 2566 นี้เป็นครั้งสุดท้าย ที่ส.ว.จะมีอำนาจดังกล่าว ตามบทเฉพาะกาล 5 ปี
จึงไม่แปลกที่พรรคเพื่อไทยจะออกมาจุดประเด็นแลนด์สไลด์ 310 เสียง
แม้จะไม่ได้เป็นเสียงข้างมากในที่ประชุมรัฐสภา ที่มี 250 ส.ว.ยืนจังก้าอยู่ แต่หากนับเฉพาะในสภา ผู้แทนฯ รัฐบาลที่ไม่มีพรรคเพื่อไทย ก็จะเป็นได้แค่รัฐบาลเสียงข้างน้อย ตั้งได้ แต่อยู่ไม่ได้
อีกประเด็นสำคัญการชนะถล่มทลาย 310 เสียง จะเป็นแรงกดดันให้ 250 ส.ว. ต้องคิดหนักหากจะโหวตนายกฯ สวนทางกับฉันทามติของประชาชนครึ่งค่อนประเทศ
เป็นเรื่องน่าสนใจ จนต้องฟังมุมมองของบรรดา นักวิชาการ ว่าโอกาสแลนด์สไลด์ 310 เสียงของ เพื่อไทยนั้น มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด!??

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เป้าหมาย 310 เสียง ของเพื่อไทย มีความเป็นไปได้ แต่จะร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากดู จากข่าวทั้งผลโพลสำรวจความนิยมของพรรค จากการเปิดตัว แพทองธาร ชินวัตร และเศรษฐา ทวีสิน เป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็ได้เสียงตอบรับที่ดี
แถมความเคลื่อนไหวทางการเมืองก็จะเห็นว่า มีนักการเมือง อาทิ กลุ่มสามมิตร ย้ายเข้าเพื่อไทย ซึ่งทางกลุ่มเขาคงประเมินมาก่อนจะย้ายจากพลังประชารัฐ มาเพื่อไทย ต้องมีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่า เพื่อไทยน่าจะได้ที่นั่งเยอะในการเลือกตั้งครั้งนี้
แต่อาจไม่ถึงก็ได้ เพราะคะแนนเสียงที่จะได้ถือว่าซ้ำซ้อน และต้องแย่งชิงคะแนนจากฝ่ายประชาธิปไตย ด้วยกันเอง
อย่างไรก็ตาม แม้เพื่อไทยจะได้ 310 เสียงจริง ก็ยังต้องเป็นรัฐบาลผสม แม้ 310 เสียงจะเป็นตัวเลขเยอะ เกินกึ่งหนึ่งของส.ส.ทั้งหมด ถ้าเป็นระบบปกติก็ต้องเป็นรัฐบาลแน่ๆ เอาแค่ไม่ถึง 310 เสียง แต่เกินกึ่งหนึ่ง ตามปกติก็ถือว่ากุมเสียงข้างมากในสภาได้แล้ว ต้องได้เสนอชื่อเป็นนายกฯ แต่ปัญหาคือปัจจุบัน เป็นระบบที่ไม่ปกติ
ด้วยเหตุนี้เพื่อไทยจึงต้องการเสียง 310 เสียง เพราะรู้ว่าประเทศไทยอยู่ในการเลือกตั้งที่ไม่ใช่ระบบปกติ มีเสียงสมาชิกวุฒิสภา 250 เสียง ที่ไม่ได้มาจากการ เลือกตั้ง มีอำนาจโหวตนายกฯ
ซึ่งผิดฝาผิดตัวกับระบบปกติ ไม่ควรเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย
ดังนั้น การดันตัวเลขของเพื่อไทยให้ได้สูงมากที่สุด ก็เท่ากับว่าเป็นการกดดันส.ว. เพราะก่อนหน้านี้แม้ส.ว. บางคนจะระบุ ถ้าส.ส.เลือกมาอย่างไรก็ขอให้เป็นตามนั้น ซึ่งก็คือจะโหวตตามเสียงส.ส.นั่นเอง
แต่ก็ยังไม่น่าไว้ใจ เพราะดูจากการทำงานทุกครั้งของส.ส.ที่โหวตผ่านกฎหมายเข้าสภา มองในเชิงหลักการแล้ว ผิดเพี้ยนมาจากการออกแบบรัฐธรรมนูญที่ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น ทำให้การเลือกตั้งไม่ยุติธรรมตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว
สุดท้ายแม้เพื่อไทยจะไม่ได้ 310 เสียง ก็ต้องจับมือเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทางที่ดีคือการจับมือกับพรรคฝ่ายค้านปัจจุบัน หรือในที่สุดแล้วจะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ต้องคงสถานะให้ได้เสียงเกิน 250 เสียงในสภาผู้แทนฯ
เพื่อให้รัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และทำงาน ไม่ได้

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคม และยุทธศาสตร์การบริหาร นิด้า
หากดูผลนิด้าโพลเดือน ธ.ค.65 พบว่าเพื่อไทย มีคะแนนอยู่ที่ 13% ล่าสุดมี.ค.66 คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นไปถึง 50% โดยเฉพาะ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15 จังหวัดจาก 20 จังหวัด เพื่อไทยมีคะแนนระดับ 60%
ซึ่งถ้าดูจากผลโพล เชื่อได้แน่ว่า เพื่อไทยมีคะแนนอันดับ 1 ของพรรคการเมืองทั้งหมดแน่ แต่หากถอดจากโพลก็จะอยู่ประมาณ 240-260 เสียง สูงสุดก็ 280 เสียง ยังไปไม่ถึงเป้า 310 เสียง แต่ก็มีเวลาอีก 2 เดือนที่จะสร้างคะแนนเพิ่มขึ้นได้
อุปสรรคของเพื่อไทยคือ การแข่งขันที่รุนแรงในระดับเขต อย่าง กทม.ก็มีก้าวไกลที่คอยแบ่งคะแนนอยู่ประมาณครึ่งนึง โดยมีจุดขายที่ตัวพรรค และอุดมการณ์ทางการเมือง
เช่นเดียวกับพื้นที่ปริมณฑล อาทิ สมุทรปราการ นนทบุรี ขณะที่ในจังหวัดอื่นๆ ที่เป็นระบบบ้านใหญ่ มีเครือข่าย หัวคะแนน ทรัพยากร เงินทุนที่ใช้ในการเลือกตั้งค่อนข้างเยอะ ทำให้การแข่งขันรุนแรง และจะเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้เพื่อไทยไม่ได้เสียงตามเป้า
ทั้งนี้ หากวิเคราะห์การจัดตั้งรัฐบาล มองเป็น 3 ระดับคือ หากได้คะแนน 310 จริง พรรคที่จะเข้ามาร่วมก็น่าจะเป็นก้าวไกล ประชาชาติ เสรีรวมไทย อาจมีชาติไทยพัฒนา เพื่อให้เสียงเกิน 376 เสียง
แต่ทั้งนี้ก็ต้องเจรจากับก้าวไกลให้ชัดเจน เพราะดูแล้ว ยังมีความกริ่งเกรงบางอย่างในนโยบายของพรรคก้าวไกล อาจส่งผลให้เกิดความอิหลักอิเหลื่อในการร่วมรัฐบาลด้วยกัน แต่หากคุยกันได้ มีข้อตกลงบางประการ ประนี ประนอมกันก็เป็นไปได้ที่พรรคฝ่ายค้านตอนนี้จะพลิกกลับเป็นรัฐบาล ส่วนพรรครัฐบาลก็กลายเป็นฝ่ายค้าน
กรณีที่สอง หากรวมฟากฝ่ายค้านเดิมแล้วได้ไม่ถึง 376 เสียง เพราะดูแล้วเพื่อไทยไม่น่าเกิน 300 เสียง ขณะที่ก้าวไกลประมาณ 40-50 เสียง อาจต้องพึ่งเสียงจากพรรคพลังประชารัฐ
เพราะแม้คาดการณ์ว่าพลังประชารัฐจะได้ส.ส.ประมาณ 30-40 เสียง แต่ก็ยังมีเสียงส.ว.สนับสนุนอีก 80-100 เสียง ก็จะจัดตั้งรัฐบาลได้ ส่วนนายกฯ ก็น่าจะเป็นของเพื่อไทย ส่วนพลังประชารัฐได้ร่วมรัฐบาล
กรณีที่สาม เพื่อไทยได้คะแนนระดับ 200 ต้นๆ ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ต้องดึงหลายพรรคเข้ามาร่วม อาจจะเป็นทั้งพลังประชารัฐ ภูมิใจไทย หรือแม้แต่ประชาธิปัตย์ และในกรณีนี้นายกรัฐมนตรี มีโอกาสจะเป็นพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สูงทีเดียว

สุวิชา เป้าอารีย์
ผอ.นิด้าโพล
หากพิจารณาโพลรายไตรมาสของนิด้าโพลที่ออกมาตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน พบว่า คะแนนนิยมของ เพื่อไทยพุ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเปรียบเทียบ จากสมัยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นหัวหน้า มาถึงนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว และเมื่อเปิดตัวน.ส.แพทองธาร ชินวัตร คะแนนนิยมก็พุ่งขึ้นเรื่อยๆ
เคยระบุไว้เมื่อต.ค.65 ว่าหากรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ไม่รีบยุบสภา ก็ไม่มั่นใจว่าคะแนนนิยมของแพทองธาร จะพุ่งต่อไปถึงขนาดไหน
รัฐบาลนี้ควรมีบทเรียนตั้งแต่การเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ที่ตอนแรกความนิยมของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อยู่ที่ประมาณ 20% ถ้ารีบจัดการเลือกตั้งก็มีโอกาสที่ชัชชาติจะไม่ได้เป็นผู้ว่าฯ แต่เมื่อปล่อยให้คะแนนวิ่งไปเรื่อยจนถึงจุดดึงไม่ลงผลก็เป็นเช่นนี้
กรณีนี้จะเป็นเช่นเดียวกัน หากปล่อยไปคะแนนนิยมของแพทองธาร และเพื่อไทยจะไม่ลง แต่ก็ต้องดูผลโพลที่จะออกมาอีก 2 ครั้งว่าเป็นน้ำเต็มบ่อแล้วหรือยัง ถ้าคะแนนไม่พุ่งก็เท่ากับว่าเต็มแล้ว ไม่มีน้ำใหม่ เข้ามาเติม กระแสก็จะเริ่มนิ่ง
อย่างไรก็ตาม มองว่าตัวเลข 310 เสียงที่ประกาศไว้ ไม่น่าจะเป็นไปได้ อาจจะเห็นแลนด์สไลด์อย่างเก่งไม่เกิน 260 เสียง
เพราะการจะทำให้แลนด์สไลด์ขนาดนั้น ต้องดึงคะแนนพรรคก้าวไกลที่เป็นฐานเดียวกันมา และต้องดึง คะแนนคนช่วงอายุ 18-35 ปี มาให้ได้
ตามโพลเราจะเห็นว่าก้าวไกลในแต่ละพื้นที่มาเป็น อันดับ 2 หรือ 3 แต่จะไม่ได้ส.ส.เขต ทั้งที่แต่ละเขต หากเอาเพื่อไทยรวมก้าวไกลแล้วจะชนะเป็นอันดับ 1 แต่เมื่อต้องแบ่งคะแนนกัน การแลนด์สไลด์ก็จะไม่เกิดขึ้น
หากดึงคะแนนจากก้าวไกลมาได้ก็อาจได้ถึง 310 เสียง
ภาพรวมตอนนี้ยังมองว่า พล.อ.ประวิตรได้เป็นรัฐบาลแน่นอน ยิ่งมีภาพกินข้าวกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล บ่งบอกอะไรได้เยอะ เป็นการสร้างอำนาจการต่อรองให้สูงขึ้น และมีเสียงส.ว.สนับสนุน เป็นขั้วอำนาจใหม่ เหมือนเป็นเหล้าพ่วงเบียร์ คือ เอาพลังประชารัฐ ก็ต้องเอาภูมิใจไทย และได้เสียงส.ว.ไปด้วย
และพร้อมเอนเอียงไปฝั่งไหนก็ได้ ทั้งซ้าย และขวา แต่หากพล.อ.ประวิตรอยากเป็นนายกฯ ก็ต้องได้ส.ส.สัก 50 เสียง ไม่เช่นนั้นคะแนนต่อรองจะน้อย
คนที่ลำบากก็คือพล.อ.ประยุทธ์ ที่ไปไหนไม่ได้ แต่เวลาเลือกตั้งจริงอาจไม่เป็นแบบโพล เพราะปัจจัย ที่จะทำให้ทุกอย่างเบี่ยงเบนมีทั้ง กระแสนโยบาย ตัวบุคคล และทรัพยากรทางการเมือง
ทำให้บางพรรคที่ไม่มีกระแส แต่มีทรัพยากรเยอะ ได้คะแนนทุกที