กลายเป็นเรื่องราวที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมอย่างรุนแรง สำหรับกรณีซีเซียม-137 ที่ใช้ในโรงไฟฟ้าในจ.ปราจีนบุรีเกิดหายไปอย่างปริศนาร่วมเดือน
ก่อนจะมาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ให้ช่วยติดตาม จนในที่สุดก็พบว่าวัตถุดังกล่าวถูกนำไปถลุงในโรงหลอมเหล็ก พบสารกัมมันตรังสีปะปนจากฝุ่นแดงที่ได้จากการหลอมดังกล่าว
จนสร้างความวิตกว่าจะฟุ้งกระจาย หรือปนเปื้อนลงสู่สภาพแวดล้อม ทั้งดิน น้ำ อากาศ
ยิ่งไปกว่านั้นจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ที่ระบุว่าซีเซียม-137 มีครึ่งชีวิตที่ 30 ปี เรียกได้ว่ากว่าจะสลายหมดอาจใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปี หากสะสมในร่างกายจะกลายเป็นสารก่อมะเร็ง และจะส่งผลในอนาคต
กลายเป็นภัยเงียบที่ไม่รู้จะป้องกันอย่างไร
รวมทั้งกลายเป็นคำถามของการเข้ามาบริหารจัดการภาครัฐ ทั้งเรื่องการควบคุมสารกัมมันตรังสี การสร้างความเข้าใจ และป้องกันการปนเปื้อนต่างๆ
ยิ่งไปกว่านั้นคือการดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่ลักลอบเอาวัตถุดังกล่าวออกมา รวมทั้งโรงไฟฟ้าที่ละเลยบกพร่อง ไม่แจ้งข้อมูลโดยเร็ว
ทั้งหมดล้วนเป็นบทพิสูจน์กระบวนการทำงานของรัฐ ว่ามีประสิทธิภาพอย่างไร!??

วัสดุที่หาย
ไทม์ไลน์ซีเซียม 137 หายปริศนา
สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นที่รับรู้เมื่อวันที่ 14 มี.ค. โดยการเปิดเผยของพ.ต.อ.มงคล โท้เป๋า ผกก.สภ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ระบุว่า ได้รับแจ้งจากโรงไฟฟ้า บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 5 เอ จำกัด ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ว่าท่อบรรจุสารนิวเคลียร์ซีเซียม-137 หายไปตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ. 2566 โดยมีการแจ้งความในวันที่ 10 มี.ค.
หลังรับเรื่องได้ประสานหน่วยงานต่างๆ ทั้งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สสจ. กรมโรงงานอุตสาหกรรม เข้าตรวจสอบหาวัตถุดังกล่าว ขณะที่มีการระบุว่าจะให้รางวัลผู้แจ้งเบาะแสเป็นเงิน 5 หมื่นบาท และเพิ่มเป็น 1 แสนบาทในเวลาต่อมา
โดยเจ้าหน้าที่ใช้แนวทางการตรวจสอบค่ารังสี ตามร้านรับซื้อของเก่า ภายในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง และโรงงานต่างๆ ในรัศมีใกล้กับโรงไฟฟ้า รวมทั้งใช้โดรนบินตรวจจับสัญญาณกัมมันตรังสี รวมทั้งใช้รถเข้าสำรวจในแต่ละชุมนุมเพื่อวัดค่ารังสี แต่ก็ยังไม่พบ
จนกระทั่งช่วงค่ำของวันที่ 19 มี.ค. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจรังสีในอุตสาหกรรมโรงหลอมโลหะจาก เศษเหล็กที่เลิกใช้แล้ว ในพื้นที่จ.ปราจีนบุรี 5 แห่ง โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ไอโซโทปรังสี ในการตรวจสอบเพื่อใช้สำรวจปริมาณรังสี และวิเคราะห์ชนิดของสารกัมมันตรังสี จากวัตถุต้องสงสัยว่าเป็นสารกัมมันตรังสี หรือวัตถุที่อาจมีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ผลการตรวจสอบพบว่ามีโรงงานแห่งหนึ่งมีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในฝุ่นโลหะที่ได้จากการผลิตโลหะ
สันนิษฐานว่าจะมาจากวัตถุบรรจุสารซีเซียม-137 ที่หายไปจากโรงไฟฟ้า และผ่านระบบเข้าโรงหลอมเรียบร้อย
กลายเป็นความหวาดผวาว่าจะฟุ้งกระจาย และปนเปื้อนลงสู่แหล่งธรรมชาติ
รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน!!

ตรวจสารปนเปื้อน
นักวิชาการจี้เฝ้าระวัง 5 ปี
สำหรับซีเซียม-137 นั้น เป็นไอโซโทปกัมมันตรังสีของธาตุซีเซียม มีค่าครึ่งชีวิต 30 ปี สลายตัวโดยปล่อยรังสีบีตา และรังสีแกมมาที่มีพลังงานสูง มีการนำซีเซียม-137 มาใช้ในเครื่องมือวัดทางอุตสาหกรรม ใช้ปรับเทียบเครื่องมือวัดรังสี รวมถึงใช้เป็นต้นกำเนิดรังสีแกมมา
ซีเซียม-137 มีลักษณะเป็นของแข็ง สภาพคล้ายผงเกลือ สามารถฟุ้งกระจายและเปื้อนได้ง่ายหากแตกออกจากแคปซูลที่ห่อหุ้มไว้ ดังนั้น ผู้ที่สัมผัสกับผงซีเซียม-137 นั้น อาจได้รับซีเซียม-137 เข้าไปในร่างกายผ่านทางผิวหนังที่มีบาดแผล หรือการหายใจ และรับประทานผงซีเซียม-137 เข้าไป เมื่อซีเซียม-137 เข้าไปในร่างกายจะเข้าไปสะสมอยู่ในเนื้อเยื่ออ่อน (SOFT TISSUE) ของอวัยวะต่างๆ และแผ่รังสีให้แก่อวัยวะเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งของอวัยวะที่ซีเซียม-137 นั้นเข้าไปสะสมอยู่
โดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ มูลนิธินิติธรรม สิ่งแวดล้อม และกรีนพีซ ประเทศไทย ร่วมออกแถลงการณ์ชี้ให้เห็นความไม่รัดกุมในการจัดการวัตถุอันตรายของเจ้าของโรงไฟฟ้า และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่แจ้งความบริษัทในข้อหาไม่แจ้งการสูญหายโดยพลัน
ขณะที่เรื่องดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการปล่อยปละละเลยและละเมิดกฎหมายตามมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติในฐานะผู้ครอบครองวัสดุกัมมันตรังสีอันตราย ไม่อาจรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ
ทำให้สาธารณชนต้องตกอยู่ในความหวาดหวั่นและเสี่ยงภัย
การปล่อยปละไม่ได้รับการดูแล ย่อมเป็นความผิดมหันต์ของผู้ครอบครองรวมถึง หน่วยงานมีหน้าที่กำกับดูแลด้วย เรื่องราวที่น่าเคลือบแคลงนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงและเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
จี้ให้ตรวจสอบการปนเปื้อนทั้งในสิ่งแวดล้อมและของเสีย ประกาศพื้นที่เสี่ยงภัยให้ชัดเจน ไม่ผลักภาระให้ผู้ได้รับผลกระทบต้องรับผิดชอบเอง
ขณะที่ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า หายนะแท่งซีเซียมถูกหลอมในโรงงานหลอมเหล็ก มีทั้งฝุ่นที่ปล่อยออกจากปล่องควัน ฝุ่นแดงในถุงกรองอากาศ ขี้เถ้าหนัก รวมทั้งฝุ่นในโรงงานคืออนุภาคซีเซียมที่ปล่อยรังสีแกมมาและเบตาออกมา คือสารสารก่อมะเร็ง ในอากาศ ในพืช ผัก ผลไม้ แหล่งน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน รัศมีอย่างน้อย 5 ก.ม. ระยะยาวอาจมีคนป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ
รังสีที่แผ่ออกมาจากฝุ่นซีเซียม-137 จะทำให้เซลล์ในร่างกายเกิด Mutation หรือกลายเป็นเซลล์ที่ผิดปกติ บางส่วนของรังสีจะไปกระตุ้นดีเอ็นเอในยีนให้เปลี่ยนรูป สุดท้ายประมาณ 5-10 ปีก็อาจกลายเป็นมะเร็งได้
ผลกระทบต่อสุขภาพในปัจจุบันอาจไม่ค่อยเห็น แต่ระยะยาวมีผลกระทบแน่ ดังนั้น ภาครัฐต้องเฝ้าระวังสุขภาพของพนักงานและประชาชนรวมทั้งในสิ่งแวดล้อมและในอาหารสัตว์น้ำ พืช ผัก ผลไม้ที่ปลูกใกล้เคียงโรงงานอย่างน้อย 1-2 ปี ให้แน่ใจว่าไม่มีตกค้างในห่วงโซ่อาหารแล้วจึงค่อยวางมือ
ขณะเดียวกันต้องบอกความจริงเกี่ยวกับผลของการตรวจวัดรังสีและผลกระทบต่อสุขภาพให้ประชาชนทราบ รวมทั้งเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยงในรัศมี 5 กิโลเมตรอย่างน้อย 5 ปีด้วย
หากเห็นชีวิตประชาชนสำคัญก็ต้องเร่งดำเนินการ

ยันไม่พบปนเปื้อน
รบ.ยันไม่ปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม
ขณะที่นายรณรงค์ นครจินดา ผวจ.ปราจีนบุรี เปิดแถลงชี้แจงกรณีดังกล่าว ระบุว่า จากการตรวจสอบโรงงานหลอมเหล็กจากเศษเหล็กใช้แล้ว ในจ.ปราจีนบุรี พบโรงงานแห่งหนึ่ง มีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีซีเซียม -137 ในฝุ่นโลหะที่ได้จากกระบวนการผลิตอยู่ภายในถุงบิ๊กแบ๊กที่ใช้สำหรับใส่ฝุ่นโลหะ แต่ไม่พบการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในสภาพอากาศและน้ำโดยรอบ
ฝุ่นโลหะที่ได้จากกระบวนการผลิตจะมีลักษณะเป็นผลึกคล้ายเกลือ ไม่ใช่เป็นฝุ่นผงที่มีการฟุ้งกระจายในอากาศ ขณะที่โรงงาน ดังกล่าวมีกระบวนการผลิตในระบบปิดทั้งหมด ดังนั้นฝุ่นที่ปนเปื้อนมีระบบกรองป้องกัน ไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจายออกสู่สิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน
อีกทั้งฝุ่นโลหะปนเปื้อนได้ถูกระงับการเคลื่อนย้าย และจำกัดไม่ให้ออกนอกบริเวณโรงงาน เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ดำเนินการตรวจวัดการเกิดปนเปื้อนทางรังสีของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดภายในโรงงาน ผลการตรวจสอบไม่พบการปนเปื้อนทางรังสีของผู้ปฏิบัติงาน
สรุปได้ว่าฝุ่นโลหะปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 มีการปนเปื้อนในบริเวณที่จำกัด และถูกควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
อย่างไรก็ตามไม่ยืนยันสารซีเซียม-137 ที่พบในโรงงานหลอมเหล็กดังกล่าวเป็นท่อบรรจุสารซีเซียม-137 ที่หายไปจากโรงไฟฟ้าหรือไม่ ทั้งนี้ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก
นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เผยว่า การตรวจสอบพื้นที่โรงงานโดยรอบพบว่าโลหะที่ได้จากกระบวนการผลิตไม่พบการปนเปื้อนของ สารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 แต่เมื่อตรวจวัดปริมาณรังสีโดยรอบพื้นที่ในบริเวณโรงงานพบว่า ระดับปริมาณรังสีอยู่ในระดับปกติตามปริมาณรังสีในธรรมชาติ
นอกจากนี้ตรวจสอบคุณภาพอากาศและน้ำบริเวณโดยรอบของโรงงาน ระดับรังสีอยู่ในระดับปริมาณตามปกติปริมาณรังสีในธรรมชาติเช่นกัน ไม่มีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในสิ่งแวดล้อม
และจากการตรวจวัดการเปรอะเปื้อน ทางรังสีนอกร่างกายของผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดภายในโรงงาน ทั้งหมด 70 คน ไม่พบ การเปรอะเปื้อนทางรังสีของผู้ปฏิบัติงาน แต่อย่างใด
สรุปได้ว่า ฝุ่นโลหะปนเปื้อนสารซีเซียม-137 ปนเปื้อนในบริเวณจำกัด ไม่เกิดการแพร่กระจายของสารซีเซียม-137 ทั้งดิน น้ำ และอากาศ
ไม่เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบและบริเวณใกล้เคียง
เรื่องปนเปื้อนและการดูแลสุขภาพประชาชนเป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน
แต่อีกด้านที่สำคัญคือดำเนินคดีกับ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างความสะเพร่าเลินเล่อ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนเช่นนี้อีก