กสิกรฯ คาด กนง.ขยับขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายอีก 0.25% พร้อมจับตาเลือกตั้งชี้ชะตาการลงทุนต่างชาติเข้าไทย หากตั้งรัฐบาล-เลือกนายกฯ ล่าช้าหวั่นแห่ถอนการลงทุน
น.ส.ภาณี กิตติภัทรกุล ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา “เศรษฐกิจโลกที่พลิกผันและการรับมือกับการตลาดที่ผันผวนธนาคารกลางสหรัฐ” ว่า ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา Regional Bank ของสหรัฐอเมริกา ที่ ประสบปัญหาต้องปิดกิจการ และตามมาด้วยเครดิตสวิส ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสวิตเซอร์แลนด์ ประสบปัญหาขาดทุน ก่อนที่ UBS ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ ได้ตกลงเข้าซื้อนั้น ส่งผลให้คาดการณ์แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอีกหนึ่งครั้งเป็นครั้งสุดท้ายที่ระดับ 0.25% ในเดือนพ.ค. และช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรก
เช่นเดียวกับดอกเบี้ยของไทยคาดว่าในปีนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งเป็นครั้งสุดท้ายที่ 0.25% เป็น 1.75%
ขณะที่น.ส.กฤติกา บุญสร้าง ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่าภาพรวมค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าใกล้จะจบรอบแล้ว หลังเฟดจากตลาดคาดการณ์เฟดมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นผลจากมีเหตุการณ์แบงก์ล้ม ดังกล่าว ส่งผลค่าเงินเอเชียและค่าเงินบาทของไทยมีแนวโน้มกลับมา แข็งค่าขึ้นได้อีก ในส่วนของธนาคารกสิกรฯ ยังคงเป้าหมายค่าเงินบาทไทย 33.50-34.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
นายสิทธิชัย พุคยาภรณ์ ผู้ช่วยผู้บริหารงานขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจัยที่ต้องติดตามในไตรมาส 2 นี้ ว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะกลับมาเป็นบวกหรือไม่ หากเป็นบวกได้จะส่งผลดีทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น สำหรับปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทย อยู่ที่การท่องเที่ยวไทย ซึ่ง 2 เดือนแรกปีนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยแล้ว 5 ล้านคน โดยหากมีการเดินทางเข้ามาได้ตามที่คาด 30 ล้านคน จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเป็นบวก ก็จะส่งผลค่าให้เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นได้
นอกเหนือจากนี้ยังคงต้องจับตาผลการเลือกตั้งของไทย ซึ่งจะมีส่วนในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ
ขณะที่สิ่งที่ต้องติดตามหลังการเลือกตั้งไปแล้วจะใช้เวลาในการจัดตั้งรัฐบาลนานแค่ไหน ซึ่งกระบวนการรับรองส.ส. จาก กกต. และส.ส. จะเลือกนายกรัฐมนตรีนานแค่ไหน กระบวนการนี้มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติว่าจะถอนการลงทุนหรือจะเข้ามาลงทุนทั้งสิ้น
สมมติหลังการเลือกตั้งไปแล้วหากได้รัฐบาลใกล้เคียงเดิม มองว่าคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก แต่หากจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจส่งผลให้ นักลงทุนโยกเงินออกได้เช่นกัน รวมไปถึงหลังการเลือกตั้งแล้ว หากได้ฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาล คาดว่าจะมีการรื้อนโยบายเก่าออกบ้าง หรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบาย ซึ่งก็ต้องเข้าไปดูว่าจะทำให้นักลงทุน ต่างชาติประเมินกันอย่างไร ณ เวลานั้นอีกครั้ง