เทศกาล สาดน้ำฉายการเมือง วัฒนธรรม แจ่มชัด ในสังคม
ไม่เพียงแต่จะมีการปะทะในทาง “การเมือง” หากแต่ในทาง “วัฒนธรรม” ก็แหลมคม
พลันที่สังคมประเทศไทยย่างเข้าสู่บรรยากาศ แห่ง “มหาสงกรานต์” เทศกาลนี้ก็ได้กลายเป็น กระจกบานใหญ่ส่องสะท้อนแต่ละการเคลื่อนไหว
ไม่ว่าจะของ “ประวิตร” ไม่ว่าจะของ “เศรษฐา”
การอยู่ในชุดอันสดใสร่าเริงของ นายเศรษฐา ทวีสิน ในท่ามกลางการสาดน้ำอย่างคึกคักของ ชาวบ้านที่เพชรบุรีงดงามอย่างยิ่ง
เหมือนกับเมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เปิดบ้านป่ารอยต่อ
มองวัยและสังขารของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ต่างจาก นายเศรษฐา ทวีสิน
คนหนึ่งเดินอยู่ตอนปลายของสะพานพระราม 7 คนหนึ่งเพิ่งเหยียบเข้าสู่สะพานพระราม 6
คนหนึ่งเป็น “ทหาร” คนหนึ่งเป็น “นักธุรกิจ”

มุมมองทางการเมืองก็แตกต่างกัน มุมมองในทางวัฒนธรรมก็แตกต่างกัน แม้จะมีพื้นฐานความเป็นคนกรุงเทพฯ เหมือนกันก็ตาม
ยิ่งมองไปยังบรรดา “ละอ่อน” แห่ง “ก้าวไกล” ยิ่งแตกต่าง
ภาพแห่งความแตกต่างสัมผัสได้จากการเลือก “เทศะ” ในเทศกาลมหาสงกรานต์
เราเห็นภาพ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่จันทบุรี เราเห็นภาพ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โดยสารรถไฟไปเล่นน้ำบนถนนที่หนองคาย
เราเห็น นายปิยบุตร แสงกนกกุล อยู่ “ผับ” แห่งหนึ่งในทองหล่อ
เราเห็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ตระเวนสาดน้ำ ในท่ามกลางมวลชน
จากลำพูน ลำปาง และไปจอดป้ายที่มหานครเชียงใหม่
นี่ย่อมต่างไปจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
เมื่อจบสิ้นเทศกาลมหาสงกรานต์ แต่ละคนก็ยืน อยู่บนเวทีการเมืองเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่า จะเป็น นายเศรษฐา ทวีสิน ไม่ว่าจะเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ล้วนคึกคักก่อนเดือนพฤษภาคมจะมาถึง