น่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับคำประกาศของนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดต นายกฯ ของพรรคเพื่อไทย บนเวทีปราศรัยที่ อ.วังสะพุง จ.เลย
ย้ำชัดว่าไม่ร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ ของ 2 ลุง 2 ป. ทั้งประวิตร และประยุทธ์
ให้เหตุผลว่า “เพราะ 2 พรรคนี้มีส่วนร่วมในการทำรัฐประหาร ปล้นอำนาจ อธิปไตยประชาชน”
ถือเป็นความชัดเจนครั้งแรกที่ประกาศออกมาเป็นสัญญาประชาคม หลังจากถูกทวงถามจุดยืนเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการตอบแบบ เลียบค่าย ให้รอผลการเลือกตั้ง ให้รอผลโหวตจากประชาชน ตลอดจนขอให้แลนด์สไลด์เสียก่อน ถึงจะมีความชัดเจน
ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าเป็นเพราะรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ 250 ส.ว.ที่ไม่มีส่วนยึดโยงกับประชาชน มีอำนาจเลือกนายกฯ ได้ครั้งสุดท้าย
โจทย์หินที่จะต้องมีคะแนนเสียงถึง 376 เสียง ทำให้อิหลักอิเหลื่อในการปิดทางร่วมมือกับพรรค หรือ ‘บุคคล’ ที่กุมเสียงส.ว.ไว้
แล้วทำไมถึงเปลี่ยนใจ มาประกาศจุดยืนในเวลานี้!??
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของโค้งสุดท้ายที่ประชาชนจะตัดสินใจ
และอีกอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้ ก็คือท่าทีของ ‘ก้าวไกล’ ที่แสดงความชัดเจนมาตลอด พร้อมย้ำอีกครั้งโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่า ‘มีลุงไม่มีเรา’
พร้อมเป็นฝ่ายค้านทันที หากต้องร่วมรัฐบาลกับพปชร. หรือ รทสช.!!!
และแทนที่จะทำให้ภาพลักษณ์ว่าเป็นพรรคที่แข็งกร้าว มุทะลุ อยู่ไม่เป็น ไม่ประนีประนอม
กลับทำให้คะแนนนิยมพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
สะท้อนให้เห็นว่า ‘ความชัดเจน’ เป็นส่วนหนึ่งที่ประชาชนต้องการ
ยิ่งเป็นการเมืองที่ผ่านความยากลำบากจากยุครัฐประหาร ต่อมาถึงยุคสืบทอดอำนาจ
ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นกลายเป็นความเบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิมๆ เบื่อหน่ายการเมืองแบบมีดีลลับ หรือให้ผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญชี้เป็นชี้ตาย
นี่คือ ‘การเมืองใหม่’ ที่แท้จริง
และแม้จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ฝ่ายประชาธิปไตยตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร อีก 4 ปีก็สู้กันอีกครั้ง
น่าดีใจที่เพื่อไทยค้นพบจุดยืน และแสดงออกถึงความชัดเจนให้ประชาชนได้รับรู้เช่นนี้
ส่วนจะส่งผลไปในทิศทางใด คงต้องรอผลเลือกตั้ง 14 พ.ค. 66
ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเอง!!!
รุก กลางกระดาน