เอเอฟพีรายงานความคืบหน้าสถานการณ์ความไม่สงบในซูดาน หลังกองทัพซูดานภายใต้การนำของพลเอกอับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน ผู้บัญชาการกองทัพซูดานและประธานาธิบดี ปะทะกับกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว (อาร์เอสเอฟ) ของพลเอกโมฮัมเหม็ด ฮัมดัน ดากาโล ผู้บัญชาการกองกำลังอาร์เอสเอฟและรองประธานาธิบดี ตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย. ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 420 ราย และมากกว่า 3,700 คนได้รับบาดเจ็บ ขณะที่นานาชาติยังเร่งอพยพพลเรือนของตนเองท่ามกลางความวิตกกังวลว่าสถานการณ์จะยิ่งเลวร้าย ภายหลังความพยายามหย่าศึกชั่วคราวล้มเหลวต่อเนื่องสามครั้งติดต่อกัน
รายงานระบุว่าก่อนหน้านี้สหรัฐอเมริกาส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษพร้อมเฮลิคอปเตอร์ชีนุก 3 ลำจากฐานทัพในสาธารณรัฐจิบูตี สามารถอพยพเจ้าหน้าที่ทางการทูตและครอบครัวออกจากซูดานแล้วเมื่อวันที่ 23 เม.ย. เช่นเดียวกับอังกฤษ ด้านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส แถลงว่าเครื่องบินของฝรั่งเศสเดินทางถึงจิบูตีและพลเรือนชุดแรก 106 คนถูกอพยพขึ้นเครื่องบินซึ่งลงจอดที่จิบูตีเมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกัน ส่วนเยอรมนีอพยพพลเรือนชุดแรก 101 คนขึ้นเครื่องบินแอร์บัส เอ 400 เอ็ม ออกจากซูดานและมุ่งหน้าไปยังจอร์แดน
ขณะเดียวกันกระทรวงต่างประเทศสเปนแถลงว่าเครื่องบินของกองทัพสเปนออกจาก กรุงคาร์ทูมพร้อมพลเรือน 100 คน เป็นชาวสเปน 30 คน และประเทศอื่นๆ อีก 70 คน ได้แก่ อาร์เจนตินา โคลัมเบีย ไอร์แลนด์ อิตาลี โปรตุเกส โปแลนด์ เม็กซิโก เวเนซุเอลา และซูดาน
ด้านนายโจเซฟ บอร์เรลล์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) เผยว่าพลเรือนในยุโรปมากกว่า 1,000 คนถูกอพยพออกจากซูดานแล้ว แม้จะเป็นปฏิบัติการที่ยากลำบากแต่ก็ประสบความสำเร็จ และว่าเจ้าหน้าที่ทูตอียู 21 คนที่ประจำการในกรุงคาร์ทูม รวมถึงเอกอัครราชทูตอียู ย้ายไปประจำการในเมืองอื่นๆ ของซูดาน