สศอ.เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน มี.ค.ลดลง 4.56% มาจากคำสั่งซื้อลด แต่คาดเลือกตั้งเงินสะพัดหนุนดัชนีเอ็มพีไอโตเพิ่ม 0.44-0.64%

นางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือน มี.ค.2566 อยู่ที่ระดับ 104.65 ลดลง 4.56% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ระดับ 109.66 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี ส่งผลให้ดัชนี เอ็มพีไอไตรมาสแรกของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.2566) อยู่ที่ระดับ 101.07 หดตัว 3.94% อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 66.06% ส่วนไตรมาสแรกปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 63.66%

ทั้งนี้เนื่องจากมีปัจจัยหลักมาจากคำสั่งซื้อสินค้าที่ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ประเทศคู่ค้าหลักหลายประเทศยังคงเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เศรษฐกิจยังชะลอตัว

สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีในเดือน มี.ค.ปี 2566 ได้แก่ รถยนต์ ขยายตัว 8.18% จากการได้รับชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้นในรถยนต์หลายรุ่น ทำให้สามารถผลิตได้เพิ่มขึ้น การกลั่นน้ำมัน ขยายตัว 6.15% จากการผลิตน้ำมันเครื่องบิน และแก๊สโซฮอล์ ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มากขึ้น และเครื่องปรับอากาศ ขยายตัว 7.09% จากความต้องการของตลาดส่งออกไปกลุ่มประเทศอาเซียน และการเร่งส่งมอบเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กตามความต้องการของประเทศคู่ค้าที่เพิ่มขึ้น

พร้อมกันนี้ สศอ.ได้คาดการณ์ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. ปี 2566 มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยภายในประเทศฟื้นตัวตามการบริโภคและการท่องเที่ยว การลงทุนที่เพิ่มขึ้น ภาคก่อสร้างขยายตัวส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว และส่งผลให้ยอดขายดีขึ้นในระยะต่อไป

“สศอ.ประเมินว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นวันที่ 14 พ.ค.นี้ จะมีเม็ดเงินจากงบประมาณในการจัดเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 5,945 ล้านบาท และจากค่าใช้จ่ายในกิจกรรมการหาเสียงของพรรคการเมือง 21,664-30,368 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ กกต.กำหนดไว้ให้ ส.ส.เขตสามารถใช้จ่ายหาเสียงได้ 1.9 ล้านบาทคน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อใช้จ่ายได้ 44 ล้านบาท/พรรค ช่วยกระตุ้นจีดีพีอุตสาหกรรมได้ 0.33-0.53% และดัชนีเอ็มพีไอได้ 0.44-0.64%”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน