หลังชาวบ้านตาดำๆ เจอบิลค่าไฟจนแทบช็อก จากฤดูร้อนปีนี้ ที่ร้อนจนปรอทแทบแตก ไหนจะราคาน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่ยังทรงตัวในระดับสูง กระทบค่าครองชีพประชาชนเต็มๆ

ขณะที่บรรดาพรรคการเมืองเร่งงัด ‘นโยบายพลังงาน’ ฟาดฟันกันอย่าง ดุเดือด เพื่อหวังดึงคะแนนเสียง

แต่นโยบายพรรคไหนตอบโจทย์โดนใจ พอจะสรุปมาเปรียบเทียบ ให้ทราบพอสังเขป ดังนี้

พรรคก้าวไกล
ใช้กลไกคณะกรรมการกำกับกิจการ พลังงาน (กกพ.) เปลี่ยนนโยบายจัดสรร ก๊าซธรรมชาติที่ให้ความสำคัญกับประชาชนก่อนกลุ่มทุน ลดค่าไฟ 70 สตางค์/หน่วย (เฉลี่ยบ้านละ 150 บาท) ในปีแรก ภายใน 100 วัน หลังเป็นรัฐบาล และเก็บภาษีปิโตรเคมี เพิ่มรายได้รัฐ ในการดูแลประชาชน เช่น ทำให้ก๊าซหุงต้มถูกลง 2.5 บาท/กิโลกรัม

เปลี่ยนแดดเป็นเงิน ปลดล็อกระบบขายไฟมิเตอร์หมุนกลับจากหลังคาบ้าน ให้ทุกบ้านติดโซลาร์เซลล์ ลดการนำเข้า ก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงต้นทุนหลัก 60-70% ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เปิดเสรีธุรกิจไฟฟ้าให้มีตลาด รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขายให้ภาคธุรกิจเอกชน

พรรคเพื่อไทย
แก้โครงสร้างราคาพลังงาน ลดราคาน้ำมัน ค่าไฟ และก๊าซหุงต้มทันทีตามต้นทุนราคาพลังงาน ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งเร่งส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ระดับครัวเรือน ลดการพึ่งพาการนำเข้า

พรรคพลังประชารัฐ
รื้อโครงสร้างพลังงานให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าในราคา 2.50 บาท/หน่วย ภาคธุรกิจใช้ไฟในราคา 2.70 บาท/หน่วย รื้อโครงสร้างราคาน้ำมันทำให้เบนซินและดีเซลลดลง 1 ปีนับตั้งแต่เป็นรัฐบาล ราคาก๊าซหุงต้มเหลือ 250 บาท/ถัง 15 กิโลกรัม ผลักดันโครงการโซลาร์ประชารัฐ โครงการ 1 อบต. 1 โรงไฟฟ้า โครงการเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมัน ส่งเสริมนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี)

พรรคประชาธิปัตย์
ปฏิรูปสูตรคำนวณราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน ไฟฟ้า ก๊าซหุงต้มให้สะท้อนต้นทุนจริงและเป็นธรรม โดยการทบทวน ความจำเป็นการมีค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ซึ่งหากยกเลิกค่าเอฟทีได้ ค่าไฟจะลดทันที 1 บาท ทบทวนโครงสร้าง ราคาและภาษีน้ำมัน ทบทวนเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง กำกับค่าการกลั่นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 1 บาท/ลิตร ค่าการตลาดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 1.5 บาท/ลิตร ลดปริมาณการสำรองไฟฟ้าของ กฟผ.ลงเหลือ 15% ผลักดัน “พลังงานทางเลือก” เป็นวาระแห่งชาติ สนันสนุนให้ประชาชนและธุรกิจภาคเอกชนใช้โซลาร์เซลล์ให้มากขึ้น

พรรคชาติไทยพัฒนา
ผลักดันการขยายเขตไฟฟ้าสำหรับภาคการเกษตร ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ปลุกปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ ขายคาร์บอนเครดิต

พรรคภูมิใจไทย
ลดค่าไฟภาคครัวเรือนหลังคาเรือนละ 450 บาท ส่งเสริมโครงการหลังคาโซลาร์เซลล์ฟรี และให้สิทธิซื้อรถมอเตอร์ไซค์ ไฟฟ้าแก่ประชาชนคันละ 6,000 บาท ผ่อนจ่ายเดือนละ 100 บาท เป็นเวลา 60 งวด

พรรคเสรีรวมไทย
ทวงคืนบมจ. ปตท. ให้กลับมาเป็นของประชาชน ที่ไม่แสวงหากำไร ยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันนำเข้า จากสิงคโปร์ และยกเลิกการผสมเอทานอลเมื่อราคาสูงกว่าน้ำมัน รื้อสัญญาซื้อขายไฟที่ไม่เป็นธรรมระหว่างโรงไฟฟ้าเอกชนกับ กฟผ. ควบรวมกิจการ 3 การไฟฟ้า สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ชุมชน

พรรคไทยสร้างไทย
รื้อโครงสร้างราคาพลังงาน ลดค่าไฟฟ้าเหลือไม่เกิน 3.50 บาท/หน่วย สนับสนุนให้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 2 ล้านครอบครัว

พรรครวมไทยสร้างชาติ
ผู้มีรายได้น้อยหรือเกษตรกรใช้ไฟฟ้าในราคา 3.90 บาท/หน่วย ยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่ใช้ในการเกษตร นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปแบบเสรี ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศถูกลง ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านสำหรับผลิตไฟฟ้าใช้เอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายและที่เหลือสามารถขายเข้าระบบ 3 การไฟฟ้า

พรรคไทยภักดี
ลดค่าไฟฟ้าเหลือ 2.50 บาท/หน่วย ก๊าซหุงต้มเหลือ 225 บาท/ถัง 15 กิโลกรัม

พรรคชาติพัฒนากล้า
รื้อโครงสร้างพลังงาน ทั้งธุรกิจน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า ชะลอการเก็บค่าเอฟที และเลิกผูกขาดกิจการสายส่งไฟฟ้า เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตและ ผู้บริโภคได้ มีกองทุนช่วยเหลือประชาชนในการติดตั้ง โซลาร์เซลล์ปลอดดอกเบี้ย และจัตตั้งกองทุนโซลาร์ ฟันด์ สนับสนุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

แต่หากถามฟากฝั่งผู้กำกับดูแลอย่างสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สกนช. ระบุว่า นโยบายพลังงานของพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียง เช่น บางพรรคที่ประกาศนโยบายลดราคาดีเซลลงเหลือ 28 บาท/ลิตรนั้น ดำเนินการด้วยวิธีใด ซึ่งเบื้องต้นเข้าใจว่าอาจเป็น การถอดภาษีสรรพสามิตออก และยกเว้นการเก็บเงิน เข้ากองทุนหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นยอมรับว่าจะส่งผล กระทบต่อรายได้ของกองทุน ที่ยังคงมีภาระหนี้

โดยปัจจุบัน ณ วันที่ 23 เม.ย. 2566 กองทุนติดลบ 85,586 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 38,749 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้มติดลบ 46,837 ล้านบาท จากที่เคย ติดลบสูงสุดที่ 130,671 ล้านบาท ทั้งยังมีภาระหนี้ที่ขณะนี้ ได้กู้จากสถาบันการเงินมาแล้ว 50,000 ล้านบาท ซึ่งในเดือน พ.ค.นี้ มีแผนเตรียมกู้อีก 20,000 ล้านบาท จากกรอบวงเงินกู้ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบไว้ที่ 150,000 ล้านบาท

ซึ่งกองทุนได้ทำแบบจำลองนโยบายพลังงานของพรรค การเมืองต่อการดูแลราคาดีเซล 3 แนวทาง คือ 1.ไม่ต่ออายุมาตรการยกเว้นภาษีสรรพสามิตดีเซล 5 บาท/ลิตร จะส่งผล ให้ดีเซลกลับไปสู่ราคาที่สะท้อนต้นทุน 2.การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตแบบขั้นบันได และ 3.ลดภาษีสรรพสามิตดีเซลเหมือนเดิม ทำให้ราคาคงเดิมอยู่ที่ 32.94 บาท/ลิตร

“กองทุนเตรียมข้อมูลไว้พร้อมหมดแล้ว ถ้าได้คนเก่ากลับมาเป็นรัฐบาลใหม่ ก็จะทราบอยู่แล้วว่ากองทุนมีบทบาทอย่างไร แต่ถ้าได้ คนใหม่เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ต้องมาหารือและทำความเข้าใจบทบาทอำนาจหน้าที่ของกองทุนว่าทำอะไรได้ อะไรทำไม่ได้มากน้อยแค่ไหน ภายใต้หลักการ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 และแผนบริหารวิกฤตน้ำมัน”

ด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการ กกพ. ให้ความเห็นต่อกรณีที่มีการเสนอให้ยกเลิกค่าเอฟที ว่า ปัจจุบันค่าไฟประกอบด้วยค่าไฟฐานและค่าเอฟที โดยค่าไฟฐานจะใช้เงินลงทุนต่างๆ มาเป็นฐานการคำนวณที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทุก 4 ปี ส่วนค่าเอฟทีจะนำค่าเชื้อเพลิงหรือปัจจัยที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลามาคำนวณ

ดังนั้น หากจะยกเลิกค่าเอฟที เท่ากับต้องนำปัจจัย ดังกล่าวข้างต้นไปบวกล่วงหน้าในค่าไฟฐานที่อาจจะแพงขึ้น อย่างมาก หรืออาจต่ำลงเกินความเป็นจริง จนทำให้เกิดภาระอย่างมาก

ส่วนค่าไฟงวดถัดไปสำหรับเดือน ก.ย.-ธ.ค.2566 จะเก็บในอัตราเท่าไหร่นั้น ยังไม่สามารถตอบได้ ต้องติดตาม ปัจจัยเสี่ยงด้านต่างๆ ทั้งความไม่แน่นอนของปริมาณ ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ก๊าซเมียนมา ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ตลาดโลกที่ยังอาจปรับตัวสูงขึ้นช่วงปลายปี และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อและขยายพื้นที่ออกไปจะกระทบต่อการนำเข้าของไทยได้เช่นกัน

ขณะที่ นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ประเมินค่าไฟได้ผ่านพ้น จุดสูงสุดช่วงเดือนมค.-เม.ย.2566 ไปแล้ว เชื่อว่าหลังจากนี้ค่าไฟจะทยอยลดลง หลังปริมาณก๊าซอ่าวไทยเพิ่มเป็น 400 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ในเดือนส.ค. และเป็น 600 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ช่วงปลายปีนี้ ประกอบกับราคาแอลเอ็นจีนำเข้าถูกลง จะนำไปลดค่าเอฟทีงวดถัดไปสำหรับเดือนก.ย.-ธ.ค.2566 ที่อาจมีโอกาสได้เห็นค่าไฟเฉลี่ยที่เรียกเก็บกับประชาชนลงมาอยู่ที่ระดับ 4.30-4.40 บาท/หน่วยได้

ประชาชนผู้มีสิทธิ์ ใช้ไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าซหุงต้มทราบแล้ว จะตัดสินใจกาเบอร์ไหน? ต้องพิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริง เป็นเหตุผลในการตัดสินใจเลือกพรรคที่ชอบ คนที่ใช่

นโยบายที่ทำได้จริงหรือเป็นแค่นิยายขายฝัน

ก็ขึ้นอยู่กับคนไทยทุกคนจะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของเราเอง!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน