เมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคม ก็แปลว่าวันเวลาแห่งการเลือกตั้ง กระชั้นเข้ามาทุกที ดังนั้นทุกพรรคการเมืองจึงต้องเร่งเครื่องเหยียบคันเร่งกันเต็มที่ จะมีกี่กลยุทธ์กี่แผนก็ต้องงัดออกมาใช้ ไม่ต้องเก็บไม่ต้องกั๊กอะไรกันอีกแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพรรคใหญ่ที่กระแสมาแรง โอกาสจะกวาดส.ส.เพื่อเข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอยู่เพียงแค่เอื้อม ต้องไม่พลาดในช่วงท้ายนี้เป็นอันขาด
เมื่อพูดถึงกระแส ชัดเจนว่าในช่วงโค้งสุดท้าย ทั้ง ก้าวไกลและเพื่อไทยแรงที่สุดในเวลานี้ ทิ้งห่างพรรคลุงๆ ทั้งหลายเป็นอันมาก
เฉพาะพรรคก้าวไกล ที่กระแสโพลมาเป็น อันดับ 1 ต้องใช้ช่วงสุดท้ายนี้ แปรกระแสให้กลายเป็นคะแนนจริงให้ได้มากที่สุด!
ส่วนเพื่อไทย ซึ่งครบเครื่องทั้งกระแสจากโพล และทั้งกระบวนการเครือข่ายหัวคะแนน ฐานมวลชนจากบ้านใหญ่ ก็ต้องเร่งเครื่องไปให้ถึงเป้าหมายใหญ่ให้ได้
เพื่อเป้าหมายแลนด์สไลด์ เป้าหมายกวาด ส.ส.ทะลุ 250 ต้องบุกหนักในช่วงนี้แหละ!!
เราจึงได้เห็น เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ นำทัพเพื่อไทยเดินสายไปทั่ว เหนือ ใต้ ออก ตก
จากเจ้าสัวนักบริหารธุรกิจ ไม่เคยสัมผัสการเมืองสนามจริงมาก่อน
กลับสามารถขึ้นเวทีปราศรัย ขึ้นรถหาเสียงได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นนักการเมืองได้เต็มตัว
อีกทั้งการปราศรัยหาเสียง ทั้งน้ำเสียงลีลาสามารถจูงใจคนดู และที่สำคัญอธิบายนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม
ไม่ใช่แคนดิเดตแบบลุงๆ ที่ปราศรัยแต่เรื่องตัวเอง นโยบายของพรรคมีอะไร ก็ไม่ค่อยได้พูดถึง!?!
อาจจะเป็นเพราะนโยบายไม่โดดเด่นชัดเจนนัก และตัวเองก็ไม่ได้รับรู้เรื่องนโยบายอะไรเหล่านั้นสักเท่าไหร่
ขณะที่แคนดิเดตของเพื่อไทย เขาได้เข้าร่วมเขียนนโยบายหาเสียงต่างๆ ด้วยตัวเอง
ก็เลยรู้จริง พูดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
อีกทั้งเพื่อไทยถือว่าโดดเด่นมาตลอด ในการนำเสนอนโยบายใหม่ๆ ในทุกการเลือกตั้ง
จนกล่าวกันว่า แม้การซื้อเสียงจากนักการเมืองโบราณยังมีอยู่ แต่การเมืองไทยก็พัฒนาก้าวหน้าไปเป็นลำดับ
จนทำให้นโยบายหาเสียงมีผลจูงใจประชาชนได้มากขึ้น และทำให้ระบบการซื้อเสียงเริ่มลดประสิทธิผลลง ไปมาก
ถือว่าเพื่อไทย เป็นพรรคที่ทำให้นโยบายใหม่ๆ กลายเป็นหัวใจของการเลือกตั้งในทุกครั้ง
เปรียบกันว่า เพื่อไทยเป็นพรรคที่ทำให้ประชาธิปไตยสามารถกินได้สำหรับประชาชน
ขณะที่ก้าวไกล คือพรรคที่ทำให้ประชาธิปไตยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองอย่างแหลมคม
จึงเป็น 2 พรรคฝ่ายประชาธิปไตยที่กระแส พุ่งแรงที่สุด!
วงค์ ตาวัน