ยอมรับว่าเข็ด หลังขาดทุนจากการทำหนัง “วัยอลวน5” สำหรับผู้กำกับฯ-นักแสดงรุ่นใหญ่ ‘เอ๋’ ไพโรจน์ สังวริบุตร ที่ทุ่มหมดหน้าตักร่วม 30 ล้าน แต่เจ้าตัวถือคติท้อได้แต่ไม่ยอมถอย เพราะเกิดมาจากหนัง ล่าสุดลงทุนทำเรื่องใหม่ นำเสนอเรื่องราวเสน่ห์ของ จ.น่าน

เป็นยังไงบ้างกับภาพยนตร์ที่กำลังถ่ายอยู่ที่จังหวัดน่าน?
ไพโรจน์ – “ยังค้างอยู่ ต้องไปถ่ายอีกแล้วก็กำลังเขียนบทเพิ่มเพื่อให้เข้มข้นขึ้น ที่สนใจอยากทำหนังเกี่ยวกับจ.น่าน เพราะแต่ก่อนเป็นจังหวัดที่ไปยากมาก เคยไปถ่ายหนังเรื่อง สุภาพบุรุษทรนง ที่แพร่ แล้วมีวันหนึ่งหยุดแล้วไปเที่ยวน่าน ขับรถไปตอนเช้า บ่ายโมงเพิ่งได้ครึ่งทาง (หัวเราะ) โอ๊ยตายแล้วแบบนี้ไปไม่ทันเดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องถ่ายหนังต่อก็ต้องเลี้ยวกลับ เลยมีความผูกพัน อยากไปๆ จนตอนหลังมีเครื่องบินเลยไปครั้งแรกประทับใจมาก บ้านเมืองสวยงาม ผู้คนดี การท่องเที่ยวดี อากาศดี เลยเป็นความประทับใจและอีกอย่างคือว่ามันมีตำนานรักบันลือโลกก็คือปู่ม่านย่าม่าน ผมเป็นคนชอบทำหนังฟีลกู๊ดดูแล้วมีความสุข รู้สึกว่าบรรยากาศของน่านมันมีความสุข ไปตรงไหนก็สวย”
เรื่องนี้ใช้ทุนไปเยอะไหม?
ไพโรจน์ – “ตอนแรกว่าจะไม่เยอะแต่ตอนนี้ชักเยอะแล้ว (หัวเราะ) คือไปถ่ายต่างจังหวัดค่าใช้จ่ายจะสูงมาก พอไปกลับมาก็เอาอีกแล้ว ลูกสาวที่เป็นผู้อำนวยการสร้างเราก็มานั่งปรึกษากันอยากให้เรื่องเข้มข้นกว่านี้ เลยรื้อเรื่องเขียนบท ตอนแรกกะว่าจะเป็นหนังเบาๆ สบายๆ ปรากฏเทรนด์ทุกวันนี้คนดูหนังชอบความซับซ้อนมาก เพราะเกาหลีมาปูพื้นไว้ เกาหลีเขาทุนเยอะมีการส่งเสริมที่ดีจากรัฐบาลเลยทำให้อุตสาหกรรมเขาเติบโตมาก มีเงินที่จะระดมความคิด ระดมทรัพยากรมาทำหนังให้ดี หนังดูแล้วเลยซับซ้อน ลูกสาวบอกเดี๋ยวนี้เทรนด์เป็นแบบนี้ เอ้า ไม่เป็นไร กลับมาเสริม ว่าจะทำนิดๆ หน่อยๆ คราวนี้ชักเริ่มมีซีจีมีอะไรเข้ามาเต็มไปหมด”

ในฐานะเป็นคนทำหนังมองว่าไทยมีจุดอ่อนเรื่องงบประมาณในการสนับสนุนจากรัฐบาล?
ไพโรจน์ – “หลายอย่างเลยครับ การสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นจุดใหญ่อันหนึ่ง เราต้องเข้าใจว่าตอนที่เกาหลีเขาบูมขึ้นมา คนไทยเรารู้จักหนังเกาหลียุคเริ่มต้นก็คือแดจังกึม ตอนนี้คนก็ไม่รู้ว่าแดจังกึมเกาหลีให้ช่อง 3 ฉายฟรี รัฐบาลเขาส่งเสริมเพราะฉะนั้นถึงบอกว่าฉายฟรีเลย ถ้าเราเป็นเจ้าของหนังแล้วไม่มีรัฐบาลคอยส่งเสริมมันก็ทำไม่ได้ การส่งเสริมหนังมันต้องมีการจำกัดหนังต่างประเทศที่เข้าไปด้วย มีการช่วยปกป้องตลาด หรือว่ามีโรงที่เป็นสัดส่วนของหนังในประเทศอย่างน้อยเท่านั้นเท่านี้และที่สำคัญที่สุดต่างประเทศเขาห้ามเจ้าของโรงหนังมาสร้างหนังเอง แต่เมืองไทยไม่มี เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นเรื่องที่ทำให้เรามีปัญหา”

วัยอลวน5 ขาดทุน หนังเรื่องต่อไปต้องคุมงบ?
ไพโรจน์ – “พูดตรงๆ ว่าถ้าเราไม่ได้เริ่มต้นไว้ก่อนเราคงไม่ทำ แต่เมื่อเราทำแล้ว เราก็ต้องทำให้จบ ในขณะเดียวกันเราต้องพึ่งแพลตฟอร์มอื่นให้มากที่สุด โดยพึ่งโรงหนังให้น้อยที่สุด เมื่อก่อนเราอาจคิดว่าหนังเข้า รายได้หลักคือโรงหนัง แต่ดูจากทุกวันนี้หนังเกือบทุกเรื่องไม่ว่าหนังไทย หนังฝรั่ง มันดร็อปมาก เพราะฉะนั้นเราคงใช้สูตรเดิมไม่ได้ ต้องหาแพลตฟอร์มอื่น”

ยืนยันว่ายังไม่เข็ดกับการทำหนัง?
ไพโรจน์ – “เข็ดก็ได้ แต่เราเกิดมากับหนัง ยังไงก็ต้องทำ เข็ดอาจจะเข็ดกับโรงหนัง แต่มันก็ยังมีแพลตฟอร์มอื่นให้เรา อะไรผ่านแล้วเราก็ผ่านไป ไม่ถือโกรธกัน ถือว่าเราพลาดทางด้านธุรกิจที่คิดไม่รอบคอบ ต่อไปต้องเริ่มคิดใหม่ มันก็เป็นหลักการทั่วไปมีวิธีดิ้นของมันไปตลอด เราต้องพยายามต่อไป ทำยังไงจะต้องอยู่ให้ได้”

ยืนยันทำหนังต่อไม่เลิก?
ไพโรจน์ – “เราเกิดมาเพื่อเป็นตรงนี้โชคชะตาเขาคงไม่ให้ผมไปไหน มันก็ต้องหาวิธีแก้ไข เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากไว้หน่อยว่าเรากำลังทำแพลตฟอร์มอยู่ เสร็จเมื่อไหร่ช่วยกรุณาเข้าไปดูหน่อย เราปรึกษากันว่าเรื่องนี้เราถือเป็นการเปิดแพลตฟอร์ม จะไม่กำหนดค่าดู สนับสนุนไพโรจน์แค่ไหนก็ให้แค่นั้น ไม่มีตังค์ไม่ต้องให้ เพราะเราอยากให้คนเห็นผลงานมากกว่า (ไม่ง้อโรงหนังแล้ว?) ไม่ถึงขนาดนั้น เราอย่าไปพูดแบบนั้น มันไม่มีประโยชน์ที่จะไปพูดแบบนั้น แต่เราจะต้องตั้งสติว่าเราพึ่งโรงไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องโกรธกัน แต่เราต้องพึ่งตัวเอง บางทีวิกฤติมันทำให้เราต้องไปสร้างโอกาส สร้างหนทางใหม่ๆ เราต้องคิดในแง่บวก”

ไม่ท้อกับสิ่งที่เกิดขึ้น?
ไพโรจน์ – “เราท้อได้แต่เราถอยไม่ได้ เราก็ต้องทำ ผมคิดว่าไปทำอย่างอื่นคงไม่ได้ดีกว่านี้ เด็กรุ่นนี้ไม่รู้ว่าก่อน วัยอลวน ผมทำหนังมาแล้ว 11 เรื่อง แต่หยุดทำมา 30 ปี มาช่า ผมสร้างมานะ สิเรียม ผมปั้นมา หลายคนเยอะแยะ ใหม่ ได้สุพรรณหงส์ทองคำก็จากหนังที่ผมสร้าง เพราะฉะนั้นเด็กรุ่นนี้เขาไม่รู้ เขาเลยคิดว่าเป็นนักแสดงอายุเยอะๆ แล้วยังจะมาทำหนัง เราก็ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็น”
วีรนุช จันทำ