เอกชนหนุน ‘ก้าวไกล’ ตั้งรัฐบาลใหม่ชูเสถียรภาพการเมืองไทย ลุ้นเงินนอกไหลเข้ารับนโยบายหาเสียง ขณะที่สภาพัฒน์จี้รักษาวินัย การเงินการคลังเคร่งครัด ส่วนขึ้นค่าแรงต้องพิจารณาให้รอบคอบ

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการเลือกตั้งเห็นได้ชัดว่าประชาชนตื่นตัวมาก ผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเกือบ 40 ล้านคน เกินกว่า 75% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52 ล้านคน โดยประชาชนทุกช่วงวัยตัดสินใจเลือก 2 พรรคหลักเกินกว่า 50% แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นการเปลี่ยน 4 ปีที่ผ่านมา พรรคก้าวไกล ก็ได้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านและพิสูจน์บทบาทเชิงการเมืองมามากพอสมควร หากพรรคก้าวไกลสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งและเข้ามาบริหารประเทศ ก็เชื่อว่าการฝ่ายบริหารสามารถทำงานได้ต่อไป

“ภาคเอกชนอยากเห็นคือกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็ว ตามกรอบระยะเวลาของกฎหมาย เพราะทุกภาคส่วนจะได้เห็นหน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่ รวมไปถึงชุดนโยบายต่างๆ ที่จะออกมาตามที่พรรค แกนนำจัดตั้งและพรรคร่วมได้ตกลงกันที่ก็จะมีความชัดเจน ซึ่งเหล่านี้ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศได้เป็นอย่างมาก”

นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง และจะเป็นแกนนำ ในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หลายนโยบายที่ทางพรรคก้าวไกล ประกาศไว้เป็นนโยบายที่ดี ที่ผ่านมารัฐบาลยุคก่อนๆ เอื้อทุนใหญ่มากเกินไป เป็นอะไรที่ผูกขาดเกินไป และปิดกั้นผู้ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ขณะที่นโยบายทางเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ต้องมากกว่าการแจกเงิน โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพต้องแก้ให้ได้

นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ผลการเลือกตั้ง สะท้อนว่าประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง ในฐานะภาคเอกชน อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความราบรื่น

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวว่า ประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประสบกับวิกฤตโควิด-19 ซึ่งได้มีการใช้มาตรการทั้งด้านการเงินและมาตรการด้านการคลังอย่างเต็มที่ เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้น การใช้งบประมาณในการทำนโยบายต่างๆ ระยะต่อไปของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามานี้ ควรต้องคำนึงถึงการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศอย่างเคร่งครัด เพราะจะมีผลต่อการที่ต่างประเทศจะประเมินเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป

ส่วนนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงนั้น ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะหากเป็นการไปเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ ทำให้มีการส่งผ่าน ต้นทุนที่สูงขึ้นดังกล่าวมายังผู้บริโภค ด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้าต่างๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อของประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส จำกัด ออกบทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ว่า รัฐบาลใหม่น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ซึ่งประเมินจากจำนวน ส.ส.ของพรรคที่มีโอกาสร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้น่าจะมีจำนวนเสียงที่มากกว่าพรรคฝ่ายค้านอย่างมีนัยสำคัญ ก็น่าจะทำให้รายชื่อนายกรัฐมนตรีที่เสนอโดยพรรคร่วมที่จัดตั้งรัฐบาลใหม่ น่าจะสามารถผ่านด่านของ ส.ว.ได้ ทำให้การเดินนโยบายรัฐบาลน่าจะมีเอกภาพมากขึ้น

โครงสร้างดังกล่าวน่าจะทำให้การเดินหน้านโยบายต่างๆ มีความเป็นเอกภาพและทิศทางที่ชัดเจน สำหรับนโยบายสำคัญของ 2 พรรค การเมืองที่ได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ เริ่มจากพรรคก้าวไกล เน้นปรับโครงสร้างทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มสวัสดิการ ทุกช่วงวัย ส่วนพรรคเพื่อไทย เน้นเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาส คาดหวังให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% ซึ่งจากพัฒนาการของการเมืองดังกล่าว เชื่อว่าตลาดหุ้นน่าจะตอบสนอง เชิงบวก คล้ายช่วงที่พรรคไทยรักไทย ชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ เมื่อปี 2544 ทำให้เงินนอกที่เป็นเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ไหลเข้าเฉลี่ย 9,000 ล้านบาท ใน 1 เดือนหลังเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 15 พ.ค. 2566 โดยเปิดตลาด ดัชนีอยู่ในแดนบวก หรืออยู่ที่ 1,568.70 จุด เพิ่มขึ้น 7.35 จุด (+0.47%) จากนั้นไม่นานดัชนีหุ้นไทยค่อยๆ ปรับลดลงก่อนจะมาอยู่ในแดนลบ จนมาปิดตลาดที่ 1,541.38 จุด ลดลง -19.97 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 68,382.81 ล้านบาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน