นายวีระ ขวัญเลิศจิตต์ ผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก กล่าวว่า สถาบันพลาสติกประสบความสำเร็จการจัดงาน “พลาสติกแอนด์รับเบอร์ ไทยแลนด์ 2023 : Plastic & Rubber Thailand 2023” โดยตั้งเป้าหมายบรรลุข้อตกลงลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมพลาสติกไทย ให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมพลาสติกอย่างยั่งยืน ตามแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 2 ปี 2566-70 ที่จะเริ่มการใช้หลอดพลาสติกยกเว้นการใช้ในเด็กและผู้ป่วย ลดใช้กล่องโฟม และแก้วพลาสติกลง คาดว่าจะทำให้เหลือ 0% ได้ภายในปี 2570 ต่อยอดจากระยะที่ 1 ลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็นลง เช่น แผ่นพลาสติกปิดผนึกฝา ขวดน้ำ และยกเลิกการใช้เม็ดบีดพลาสติกในโฟมล้างหน้า

ส่วนภาคการผลิตหลายบริษัทกำหนดสัดส่วนการผสมพลาสติกรีไซเคิลในผลิตภัณฑ์อยู่ที่ 25% ในปี 2568 และเป็น 50% ในปี 2573 โดยข้อมูลปี 2565 ไทยมีสัดส่วนการใช้พลาสติกรีไซเคิล 20% จาก 18% ในปี 2564 เทียบกับเกาหลี ออสเตรเลีย มีสัดส่วนการใช้พลาสติกรีไซเคิล 45% และเยอรมนีมีสัดส่วน 65% ทำให้เกิดการนำพลาสติกหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนการนำเข้าเม็ดพลาสติกในประเทศที่ปัจจุบันมีมูลค่ากว่าเป็น 1.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 7.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพีที่มีมูลค่า 15 ล้านล้านบาท) และมีการเติบโตต่อเนื่องกว่า 1.5-2 เท่าของจีดีพีประเทศ โดยเป็นการนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประมาณ 6 ล้านตัน และเม็ดพลาสติกส่งออก 5 ล้านตัน ขณะที่ตลาดโลกมีความต้องการพลาสติก 370 ล้านตัน แต่มีพลาสติกชีวภาพรองรับ 2.5 ล้านตัน เป็นพลาสติกชีวภาพของไทยเพียง 9 หมื่นตัน”

ดังนั้น สถาบันพลาสติกจึงส่งเสริมเอกชนมีการใช้พลาสติกรีไซเคิลที่มีการปลดปล่อยปริมาณคาร์บอนน้อยกว่าเม็ดพลาสติกผลิตใหม่

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ทั่วโลกมีการพูดถึงการผลิตที่ปรับลดคาร์บอนมากขึ้น โดยเฉพาะยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น ที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของไทย ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องเตรียมพร้อมรับมือในเรื่องดังกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน