การแสดงพื้นบ้าน “ผ้าขาวม้า” ซอฟต์เพาเวอร์ของไทย ในชื่อชุด “เคียนขะม้านารี” และการแสดงชุด “ผืนไท” โดยเยาวชนไทยได้รับความสนใจจาก ผู้ชมเป็นอย่างมากในงาน “เวิลด์แดนซ์เดย์ 2023” ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

งาน “เวิลด์แดนซ์เดย์ 2023” ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 6 พ.ค. 2566 ในช่วงเช้าเป็นการเดินขบวนพาเหรดในย่านเมืองเก่ากรุงจาการ์ตาของนักแสดงนานาชาติ 6 ประเทศ ประกอบด้วย มาเลเซีย บรูไน อินเดีย จีน อินโดนีเซีย และไทย โดย นักแสดงของไทยได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวต่างชาติ เข้ามาร่วมขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

ต่อมาในช่วงค่ำมีการแสดงที่เวที พิพิธภัณฑ์ฟาตาฮิลลา ย่านเมืองเก่า ท่ามกลางชาวอินโดนีเซียและนักท่องเที่ยว มาร่วมชมงานล้นหลาม โดยมี นายซานดิอากา อูโน รัฐมนตรีกระทรวงการ ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์อินโดนีเซีย เป็นประธานในพิธี จากนั้นเป็นการแสดงนานาชาติ เริ่มจากจีน อินเดีย บรูไน และไทย

ชุดการแสดงของไทยแสดงโดยเยาวชนหญิง 17 คน จากสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม รวม 2 ชุดต่อเนื่องกัน ความยาวประมาณ 15 นาที ได้แก่ ชุด “เคียนขะม้านารี” และชุด “ผืนไท”

ชุด “เคียนขะม้านารี” ใช้ผ้าขาวม้าประกอบท่ารำ บอกเล่าเรื่องราวผ้าขาวม้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทยจนเป็นเอกลักษณ์สำคัญ และขณะนี้กำลังเสนอให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อจากโขน นวดไทย และโนรา

ส่วนการแสดงชุด “ผืนไท” ประกอบด้วยท่ารำและการแต่งกายของคนไทยในทุกภูมิภาค สื่อให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขร่มเย็นภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์

หลังการแสดงของเยาวชนไทยจบลงได้รับเสียงปรบมือยาวนานจากผู้ชมด้วยความประทับใจ โดยมีชาวต่างชาติมาขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึกจำนวนมาก

ทั้งนี้ งาน “เวิลด์แดนซ์เดย์” จัดเวียนไปตามเมืองต่างๆ ทั่วโลก เพื่อให้เยาวชนแลกเปลี่ยนทางศิลปวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ในครั้งนี้ประเทศอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพ

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ชื่นชมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งนำ “ผ้าขาวม้า” ซอฟต์เพาเวอร์ของไทยร่วมแสดงในงานเวิลด์แดนซ์เดย์ 2023 ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ได้รับความสนใจจากผู้ชมชาวต่างชาติอย่างมาก และขณะนี้ผ้าขาวม้าไทยอยู่ระหว่างการเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก โดยพิจารณาจากคุณค่าของผ้าขาวม้าในหลายมิติ การใช้ประโยชน์ที่แพร่หลายในทุกภาคและชุมชน รวมถึงในชาติพันธุ์ต่างๆ ทั่วประเทศ มีเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น เป็นผ้าสารพัดประโยชน์ เข้าถึงง่ายและผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยหลายด้าน ทั้งการทอผ้าใช้กันเองในครัวเรือน แลกเปลี่ยน ในหมู่บ้านและชุมชน ไปจนถึงเป็นของขวัญและใช้ในงานพิธีกรรมต่างๆ โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชี้ว่าผ้าขาวม้ามีมาตั้งแต่สมัยเชียงแสน ผ่านการปรับปรุงต่อยอดภูมิปัญญา พัฒนาคุณภาพให้ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายขึ้นจนถึงปัจจุบัน

“นายกรัฐมนตรีขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันต่อยอดผลักดันผ้าขาวม้า อีกหนึ่งซอฟต์เพาเวอร์ของไทย รวมถึงชื่นชมคนรุ่นใหม่ เยาวชนไทย ที่รักความเป็นไทย สนับสนุนและผลักดันเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติให้เป็นที่รู้จักในสายตาชาวต่างชาติมากยิ่งขึ้น ตลอดจนชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ที่นำมาผสมผสานเป็นความร่วมสมัยทางวัฒนธรรมนำไปเผยแพร่ในระดับโลก ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมสนับสนุนให้ผ้าขาวม้าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโกต่อไป” นายอนุชากล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน