นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ถือว่าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้รับความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ตามกติกาที่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด ซึ่งภาคเอกชนอยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว ไม่เกินเดือนส.ค.นี้ เป็นเวลาที่เหมาะสม
ส่วนส.ว.ควรโหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าก.ก. เป็นนายกฯ ตามเสียงข้างมากหรือไม่ เรื่องนี้ภาคเอกชนไม่ขอก้าวล่วงหน้าที่ของส.ว. เพราะเป็นเรื่องการเมือง แต่อยากสะท้อนว่าภาคเอกชน อุตสาหกรรม การค้า การลงทุนและการเงินทุกวันนี้อาศัยความเชื่อมั่น ซึ่งในช่วงที่มีการเลือกตั้ง การลงทุนทั้งของไทยและต่างประเทศจะชะลอทั้งหมด เพื่อรอดูผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไรและไปในทิศทางไหน
รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นได้ขึ้นอยู่กับทีมงานหรือทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย ก.ก.เป็นพรรคน้องใหม่ มีเด็กรุ่นใหม่ เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นสตาร์ตอัพการเมือง มีความคิด มีความสามารถและมีการศึกษาดี หากแบ่งงานกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ก็น่าจะลงตัว แต่ต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองส.ส.อย่างเป็นทางการก่อน เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลและมีนายกฯ ตามไทม์ไลน์ที่กำหนดช่วงเดือนส.ค.นี้
หากการจัดตั้งไม่เป็นไปตามเวลาที่กำหนดหรือล่าช้าออกไปอีก 3-4 เดือน กว่าจะจัดตั้งรัฐบาลเสร็จปลายปี 2566 ทุกอย่างจะสะดุดแน่นอน นักลงทุนจะไม่มั่นใจ ไม่ลงทุน ส่งผลต่อการดำเนินงานของภาครัฐ แม้ว่าจะมีรัฐบาลรักษาการ แต่การทำงานมีข้อจำกัด ทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่คล่องตัว ทำให้เกิดสุญญากาศ หลายอย่างจะถูกชะลอออกไปอัตโนมัติ ส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม
ยิ่งตอนนี้สิ่งที่น่ากลัว คือ เรามีปัญหาที่ต้องเผชิญเยอะ โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกเรื่องเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง กระทบการส่งออกของไทยติดลบมาต่อเนื่อง ยิ่งหากการใช้งบประมาณที่จะสิ้นสุดเดือนก.ย.นี้ล่าช้าออกไป มีงบค้างท่อเยอะ เศรษฐกิจไทยจะโตได้ไม่ถึงเป้าที่วางไว้ 3-3.5%
ส่วนที่ก.ก.กับพท. มีปัญหาเรื่องแย่งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวล เนื่องจากเป็นระบอบของพรรคการเมืองในการร่วมรัฐบาลต้องมีการเจรจาต่อรองกัน เหมือนกับการทำธุรกิจ ผู้บริหารจะต้องมีการต่อรองกัน และเมื่อมีพรรคร่วมรัฐบาลก็เสมือนเป็นหุ้นส่วนกัน คิดว่าคงไม่ถึงขั้นทำให้ทั้งสองพรรคแตกหักกัน เนื่องจากถ้าแตกกัน ประชาชนคงผิดหวัง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ลงคะแนนเสียงให้ทั้งสองพรรค รวมกัน 25-24 ล้านเสียง เป็นการมอบความไว้วางใจเป็นรัฐบาล เป็นผู้บริหารบ้านเมือง ดังนั้น เรื่องแค่นี้คงจะตกลงกันได้ในท้ายที่สุด
ส.อ.ท.ไม่กังวล เพราะตอนนี้ได้มองข้ามไปแล้วว่าถึงเวลาที่ทุกฝ่ายจะต้องมาร่วมกันในการฟื้นฟู สร้างประเทศชาติ สร้างความรักและความสามัคคี ที่สำคัญปัญหาต่างๆ จากภายนอกมีอีกมากมาย ที่พร้อมจะถาโถมมา จึงควรต้องเตรียมความพร้อม ถ้าเกิดยังไม่ปรองดอง ไม่รักกัน และสู้กันเอง ประเทศไทยก็จะอ่อนแอ และ สู้ข้างนอกไม่ได้
หากได้รัฐบาลใหม่แล้ว ต้องการให้เข้ามาแก้ปัญหาปากท้อง ลดรายจ่าย ลดต้นทุน ทำให้ประชาชนมีเงินเพิ่มขึ้นตามมาตรการที่เหมาะสม พร้อมประสานการทำงานร่วมกับภาคเอกชนมากขึ้นในรูปแบบคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยอยากให้มีการแยกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนแต่ละด้าน เช่น กรอ.พาณิชย์ กรอ.พลังงาน กรอ.แก้ปัญหาเรื่องน้ำ เป็นต้น