ธนาคารโลกแนะไทยขึ้นแวต เร่งปฏิรูปรายได้ อุ้มภาระการคลัง “อาคม”ย้ำเศรษฐกิจเริ่มฟื้น เก็บรายได้ ดีขึ้นแล้ว
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเปิดตัวรายงานเรื่อง “การประเมินรายได้และรายจ่ายภาครัฐของประเทศไทย : การส่งเสริมอนาคตที่ทั่วถึงและยั่งยืน” จัดโดยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 สิ่งที่ต้องดำเนินการเพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างทั่วถึงในระยะถัดไป คือ การเพิ่มสวัสดิการให้กับประชากรกลุ่มเปราะบาง การส่งเสริมการลงทุน ในอนาคต โดยกระทรวงการคลังต้องผลักดันนโยบายการคลังเชิงรุก ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเดินหน้านโยบายการเงินที่รอบคอบต่อไป และบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคให้เข้มข้นประสานนโยบายให้ทั่วถึง
ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2566 ภาพรวมการจัดเก็บรายได้จะดีขึ้นกว่าช่วงโควิด-19 อย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในช่วง 7 เดือนของปีงบประมาณ 2566 สูงกว่า ช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.4% และสูงกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ 8.9% ทำให้มั่นใจว่าการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลปีงบประมาณ 2566 ทำได้ตามเป้าหมายแน่นอน
โดยได้มีการกลับมาทบทวนและวางกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง ปี 2567-2570 ในปี 2567 ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณ 3% และลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี และตามรายงานของธนาคารโลก เมื่อนำแต่ละวิธีมารวมกันจะสามารถช่วยเพิ่มรายได้ของรัฐให้ดีขึ้นราว 3.5%
นายฟาบริซิโอ ซาร์โคเน ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า ไทยสามารถปฏิรูปเศรษฐกิจให้ เท่าเทียมและยืดหยุ่นมากขึ้นได้โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ การเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ และการใช้นโยบายช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยธนาคารโลกพร้อมให้การสนับสนุนการปฏิรูปทางการคลังของไทยเพื่อรับมือกับภาระทางการคลังที่จะเกิดจากการใช้จ่ายที่จำเป็น พร้อมกับบริหารหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่มีความยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยการจัดเก็บรายได้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นผ่านการปฏิรูปภาษีแบบก้าวหน้า อาทิ การขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และยกเลิกการยกเว้นต่างๆ การขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและลดเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีและการหักค่า ใช้จ่าย การขยายการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นต้น ซึ่งการปฏิรูปเหล่านี้จะส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียม และการปฏิรูปด้านภาษี มีผลต่อสถานะทางการคลังของรัฐบาลดีขึ้นด้วย