เลือกตั้งจบไปนานกว่าสองสัปดาห์ แต่การจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ ไม่เพียงยัง ไม่จบ ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อไปจากที่ประมาณการกันไว้ในเดือนสิงหาคม หากเป็นเช่นนั้น สิ่งหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบคือเศรษฐกิจของประเทศ
เสียงสะท้อนจากภาคอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน ต่างอยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จโดยเร็ว ไม่เกินเดือนสิงหาคม เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม
เนื่องจากก่อนหน้าช่วงที่มีการเลือกตั้ง การลงทุนทั้งของไทยและต่างประเทศชะลอตัวทั้งหมด เพื่อรอดูผลเลือกตั้ง การตั้งนายกรัฐมนตรี และการจัด ตั้งรัฐบาล
ว่าคณะผู้บริหารประเทศชุดใหม่จะมี นโยบายไปในทิศทางใด สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนและประชาชนอย่างไร
พรรคก้าวไกลได้รับความชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เหมาะสมขึ้นเป็น นายกฯ ตามกติกาประชาธิปไตยที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนกว่า 14 ล้านเสียง
แต่การจะสร้างความเชื่อมั่นได้ขึ้นอยู่กับทีมงานเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย ส่วนนี้หากก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคคนรุ่นใหม่ แบ่งงานลงตัวกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน น่าจะเป็นเรื่องดีในการปลุกเศรษฐกิจที่ซบเซามานานเกือบ 10 ปีให้ฟื้นขึ้น มาได้
ทว่า ทั้งหมดนี้ยังต้องรอให้ กกต.ประกาศรับรองผล ส.ส.เป็นทางการ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลและมีนายกฯ ตามไทม์ไลน์เดือนสิงหาคม หากล่าช้า แม้จะมีรัฐบาลรักษาการแต่การทำงานก็มีข้อจำกัด ทำให้เกิดสุญญากาศทุกด้านโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ
หลายอย่างจะชะลอไปอัตโนมัติ ส่งผล กระทบต่อประเทศโดยรวม
ส่วนที่สองพรรคแกนนำมีปัญหาแย่งชิงตำแหน่งต่างๆ นั้น ไม่น่ากังวล เนื่องจากเป็นระบบรัฐบาลผสมหลายพรรค ต้องมีการเจรจาต่อรองกันเหมือนทำธุรกิจ พรรคร่วมก็เสมือนหุ้นส่วน ไม่ถึงขั้นต้องแตกหัก
ไม่เช่นนั้นประชาชนที่เลือกทั้งสองพรรคใหญ่รวมกันกว่า 25 ล้านเสียง ไว้วางใจให้เข้ามาร่วมกันบริหารบ้านเมือง ก็จะผิดหวัง
ถึงเวลาต้องจับมือร่วมกันฟื้นฟูประเทศ เพราะปัญหาต่างๆ ภายนอกยังมีอีกมากที่พร้อมถาโถม จึงควรต้องเตรียมความพร้อมรับมือ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะอ่อนแอ
การปล่อยให้การจัดตั้งรัฐบาลเดินหน้าไปตามธรรมชาติ ไม่มีเกมก่อกวน ถือเป็นสิ่งดีที่สุด เพราะหากจัดตั้งล่าช้าเกินเดือนสิงหาคม ลากยาวไปจนถึงปลายปี ย่อมไม่เป็นผลดีกับประเทศและประชาชนแน่นอน