นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่ากระทรวงพลังงานพยายามดูแลราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 32 บาท/ลิตร ซึ่งปัจจุบันราคาขายดีเซลหน้าปั๊มอยู่ที่ 31.94 บาท/ลิตร ไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพื่อไม่ให้ดีเซลปรับขึ้นเป็น 37 บาท/ลิตร หลังกระทรวงการคลังไม่ต่ออายุมาตรการลดภาษีสรรพสามิตที่จะสิ้นสุดวันที่ 20 ก.ค.2566 และไม่มีการต่ออายุออกไป ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันในตลาดโลกเฉลี่ยอยู่ ในระดับปัจจุบัน 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือไม่เปลี่ยนแปลงรุนแรง
“ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ทำให้เกิดสุญญากาศ หากไม่มีการต่ออายุมาตรการลดภาษีสรรพสามิตดีเซล 5 บาท/ลิตร จะทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นเป็น 37 บาท/ลิตรทันที ส่งผลกระทบต่อ ค่าครองชีพของประชาชนและเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว ซึ่งกองทุนเตรียมแนวทางที่สามารถเข้าไปช่วยดูแลพยุงราคาดีเซลให้อยู่ที่ 31.94 บาท/ลิตร ได้นานประมาณ 3-4 เดือน ตั้งแต่ส.ค.-พ.ย.2566 จากตอนนี้เก็บเงินในส่วนของดีเซลเข้ากองทุน 5.43 บาท/ลิตร”
ทั้งนี้ เนื่องจากกองทุนมีสถานะติดลบน้อยลง และยังมีเงินกู้ เสริมสภาพคล่องที่ยังมีวงเงินเหลืออีก 70,000 ล้านบาท ที่สามารถดูแลราคาน้ำมันดีเซลได้ โดยปัจจุบัน ณ วันที่ 28 พ.ค.2566 กองทุนเหลือติดลบ 69,427 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 22,920 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ติดลบ 46,507 ล้านบาท จากเคยติดลบสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวนรุนแรง ตามขั้นตอนจะต้องเสนอมาตรการดูแลบรรเทาผลกระทบ และนำเสนอให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณา เช่นเดียวกับค่าไฟฟ้า โดย คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ต้องติดตามสถานการณ์ภาพรวมเพื่อประกอบการพิจารณาอีกครั้ง
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน กล่าวว่า เมื่อมาตรการลดภาษีดีเซล 5 บาท/ลิตร สิ้นสุดลงก็คงต้องหารือกระทรวงการคลัง เพื่อนำเสนอมาตรการบรรเทาผลกระทบให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ และยื่นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาต่อไปเนื่องจากขณะนี้เป็นรัฐบาลรักษาการ