หลังมีเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สมาชิกสภากทม. (ส.ก.) และเมืองพัทยา ทำให้เกิดการตื่นตัวของประชาชนต่อการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด สะท้อนจากความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมที่มีการจัดกิจกรรม รวมถึงการเข้ายื่นหนังสือต่อนายกฯ ทั้งที่ จ.ขอนแก่น เชียงราย เชียงใหม่ ภูเก็ต
รวมถึงผลสำรวจของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ ชี้ว่าคนต่างจังหวัดอยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ ของตนเอง
ประเด็นดังกล่าวถูกกระตุ้นอีกครั้งเมื่อพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับ 1 และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งชูเรื่องการกระจาย อำนาจในการหาเสียง
และล่าสุด นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดต นายกฯ ได้ร่วมพูดคุยกับผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถึงประเด็น ดังกล่าว
การลือกตั้งผู้ว่าฯ มีข้อดีอย่างไร จะเป็นจริงได้หรือไม่ มีความเห็นจากนายธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
สังคมไทยในศตวรรษที่ผ่านมาเป็นการพัฒนารวมศูนย์ อำนาจเข้าสู่กรุงเทพฯภายใต้สังคมภาคเกษตรกรรม แรงต่อต้านมาจากฐานกลุ่มเจ้าเมืองเดิมในท้องถิ่นและกลุ่มประชาชนที่ถูกรีดภาษีจากรัฐส่วนกลาง แต่ก็ถูกอำนาจของกรุงเทพฯปราบปรามโดยใช้ความรุนแรง
แต่ตอนนี้สภาพสังคมไทยออกจากภาคเกษตรกรรม ประชากรส่วนใหญ่กว่า 60% อยู่ในเขตเทศบาล ขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจากส่วนกลางไม่เข้าใจในปัญหาท้องถิ่น
คนที่ถูกส่งจากส่วนกลางไม่ว่าจะเป็นสายการปกครอง สายตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่แผนกต่างๆ เป็นกระบวนการลงสู่ท้องถิ่นเพื่อเตรียมตัวย้ายไปยังท้องถิ่นต่างๆ ที่มีการเติบโตมากขึ้น ดังนั้นจะเห็นความไม่เข้าใจในการทำงานเพื่อท้องถิ่น เพราะไม่ได้มีใจต่อท้องถิ่น
ทำไมนโยบายของพรรคก้าวไกลให้มีเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ก็เพราะทุกจังหวัดมีการเลือกตั้งนายก อบจ.อยู่แล้ว ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา มีการเลือกตั้งนายก อบจ. มีงบประมาณบริหาร เพียงแต่โครงสร้างอำนาจให้ผู้ว่าฯ กำกับนายก อบจ. เรียกง่ายๆ ตอนนี้ทุกจังหวัดมี 2 หัว ที่ประชาชนต้องจ่ายเงินภาษี คือ ผู้ว่าฯ และ นายก อบจ.
เท่ากับสังคมไทยเดินมาครึ่งทางแล้วต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เพราะเทียบได้ว่านายก อบจ.คือผู้ว่าฯ เพียงแต่จะทำให้การซ้ำซ้อนของงานของแต่ละจังหวัดนั้นลดลง คือการทำให้ผู้ว่าฯ แต่งตั้งสูญสลายไป
ถามว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ต้องบอกว่าเป็นไปแล้วเพียงแต่คนไม่คาดคิดเท่านั้นเอง ว่ากระบวนการการกระจายอำนาจตั้งแต่หลังพฤษภา 2535 และเราสร้างรัฐธรรมนูญปี 2540 จนกระทั่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเลือกตั้งนายก อบต. นายกเทศมนตรี นายก อบจ. ผู้ว่าฯ กทม. นายกเมืองพัทยา
จะเห็นว่าพื้นที่ทั่วประเทศมีการเลือกตั้งหมดแล้ว ดังนั้นแนวนโยบายเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด เป็นเหมือนปิดจ๊อบพัฒนาการในรอบ 3 ทศวรรษของการกระจายอำนาจให้สมบูรณ์
ส่วนการผลักดันนโยบายนี้ในช่วง 4 ปีที่ไม่สำเร็จก็มาจากแรงต่อต้านของเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าฯ นายอำเภอในกรมการปกครองนั้นๆ และมีการใช้พลังปลุกเร้าอารมณ์กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ว่าถ้าขาดนายอำเภอก็จะขาดผู้ใหญ่บ้านไปด้วย
คือการต่อต้านจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และเป็นกลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์ที่จะมาสร้างอารมณ์ทางสังคม หรือความพยายามที่จะบอกว่าถ้ามีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด จะเป็นการแบ่งแยกรัฐในประเทศแล้ว จะไม่เป็นรัฐเดี่ยวอีกต่อไป จึงเป็นการสร้างปีศาจของการมีผู้ว่าฯที่มาจากการเลือกตั้ง
ขณะที่การรับรู้ของสังคมไทยพบว่าตอนนี้คนไทยทั้งประเทศเห็นด้วยกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯทุกจังหวัดสูงกว่า 60% และเมื่อได้ไปถามคนในจังหวัดนั้นๆ เขาแทบไม่สนใจเลยว่าผู้ว่าฯ ที่มาจากการแต่งตั้งเป็นใคร หรือนายอำเภอคือใคร
ถ้ามองย้อนกลับไปเมื่อ 40 กว่าปี ผู้คนเหล่านี้เดินไปไหนมีคนให้ความสำคัญ ยกมือไหว้ แต่ตอนนี้คนไม่ได้สนใจหรือให้ความสำคัญ ทั้งสถานภาพ เกียรติยศ บทบาทหน้าที่ และความสัมพันธ์กับคนใน ท้องถิ่นได้สูญสลายไปในตัวของมันเอง
การผลักดันนโยบายของรัฐบาลก้าวไกลแน่นอนว่าเป็นครั้งแรกที่ ชูธงเรื่องเลือกตั้งผู้ว่าฯ ซึ่งต้องยอมรับว่าอาจมีพลังของข้าราชการที่จะต่อต้านอย่างเข้มข้น ไม่ว่าทั้งในส่วนที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม แต่ในเชิงของกลุ่มผลประโยชน์เขาต้องต่อต้าน ฉะนั้น จำเป็นต้องทำให้ประชาชนเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น
ส่วนถ้าทำนโยบายนี้ไม่ได้แล้วจะมีผลอะไรกับพรรคหรือไม่นั้น มองว่าที่รัฐบาลก้าวไกลขยับทำสิ่งต่างๆ ต่อให้ไม่บรรลุเป้าหมายสูงสุดแต่ประชาชนก็จะเห็นว่ารัฐบาลได้พยายาม ตรงนี้ต่างหากที่ต่างจากการมีนโยบายที่หาเสียงแล้วแต่ไม่ได้ทำอะไร การได้ทำมีความหมายมากอาจบรรลุเป้าหมายไม่สูงสุด แต่ถือว่าได้ขยับความเปลี่ยนแปลง แค่นี้คนก็น่าจะพึงพอใจ เพราะที่ผ่านมาเราอยู่ในรัฐที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาศตวรรษหนึ่งแล้ว