แม้ ‘ปลาเม็ง’ จะได้รับเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อปลายปี 2565 แต่เชื่อว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยไม่ค่อยรู้จัก ปลาชนิดนี้มากนัก ดูเผินๆ อาจนึกว่านี่คือปลาดุกตัวย่อม ปัจจุบันเมื่อนำมาแปรรูปทำเป็นปลาเม็งรมควันขายก.ก.ละ 2,500 บาท เรียกว่าได้ราคาดีทีเดียว จากราคาปลาเม็งสด ก.ก.ละ 400 บาท

ผู้ใหญ่โต-คุณกิตติศักดิ์ นาคกุล ประธานวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ปลาเม็ง บ้านห้วยทราย ต.ทรัพย์ทวี อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี ให้ข้อมูลว่าวิสาหกิจนี้ตั้งเมื่อปี 2559 เพื่อเลี้ยงปลาเม็งอย่างจริงจัง เพราะเป็นปลาพื้นถิ่นที่ใกล้สูญพันธุ์และพบเจอน้อยมากในแหล่งน้ำธรรมชาติ เมื่อก่อนภาคกลางก็มี ต่างประเทศอย่างอินเดียก็มี ตอนนี้ในบ้านเราน่าจะเหลือที่สุราษฎร์ธานีที่เดียว จึงอยากอนุรักษ์ไว้ ตอนแรกคิดว่าแค่เลี้ยงให้คงอยู่คู่กับชุมชน พอประสบผลสำเร็จก็จัดตั้งกลุ่ม วันนี้มีสมาชิก 50 ราย

ลักษณะของปลาเม็งคล้ายๆ ปลาดุก แต่ตัวเล็กกว่า อยู่ในวงศ์เดียวกัน ไขมันน้อยกว่า เนื้อเหนียวแน่น เงี่ยงและลำตัวมีพิษถ้าถูกจะเจ็บปวดมาก ชอบอาศัยอยู่เป็นกลุ่มเป็นครอบครัว อยู่ในโพรงไม้ที่มีรู ในบ่อ ในพื้นดินต่างๆ จึงเสี่ยงสูญพันธุ์เพราะอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน อีกอย่างธรรมชาติเปลี่ยนไป ขยายพันธุ์ยากขึ้น ตอนนี้ทางประมงน้ำจืดสุราษฎร์ธานีได้เพาะพันธุ์และส่งลูกพันธุ์ให้กับกลุ่ม

สำหรับปลาที่นำมาย่างต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปีครึ่ง ประมาณ 20-30 ตัวต่อก.ก. ก่อนย่างใช้เกลือโรยปลาจะดิ้นจนเงี่ยงไปตำกันเอง เกลือกับพิษเข้าสู่ตัวปลาจนตาย จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด 2-3 ครั้ง ให้เมือกออก จึงนำไปเสียบไม้ ไม้ละ 8-10 ตัว โดยนำเปลือกมะพร้าวเป็นเชื้อเพลิงย่างรมควัน เป็นภูมิปัญญาแบบชาวบ้าน ใช้เวลา 3 วันกว่าที่ปลาจะแห้ง โดยปลาสด 3 ก.ก.กับอีก 3 ขีด กว่าจะได้ปลาย่าง รมควัน 1 ก.ก. สาเหตุที่ต้องคัดไซซ์ปลาเพราะถ้าปลาตัวโตมากเกินไปจะย่างไม่แห้ง อีกอย่างไม่ได้ผ่าท้อง แต่จะงดอาหารก่อนจับ พอย่างให้แห้งสามารถเก็บไว้ได้เป็นปี

ที่ผ่านมาทางกลุ่มใช้ย่างรมควันด้วยเปลือกมะพร้าว ต่อมาทางวิทยาลัยเทคนิค (วท.) สุราษฎร์ธานี คิดค้น ‘เตาอบรมควันปลาเม็งระบบอัตโนมัติ’ ช่วยร่นระยะเวลาการอบเหลือประมาณ 12 ชั่วโมง เมื่ออบเสร็จนำไปแปรรูปได้หลากหลาย เช่น ทำเป็น ‘ปลาเม็งต้มโคล้ง-ยำ’ กึ่งสำเร็จรูป และปลาเม็งย่างรมควัน ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับรองมาตรฐาน GMP, อย. โดยวางจำหน่ายในเครือเซ็นทรัล, ร้าน 7-11 และ ขายผ่านออนไลน์ นอกจากนี้ กำลังจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่คือ น้ำพริกปลาเม็ง และแกงคั่วปลาเม็งใส่ใบส้มแป้นขี้ม้า

คุณกิตติศักดิ์อธิบายว่า สาเหตุที่ปลาเม็งราคาแพงเพราะเป็นปลาที่โตช้า กว่าจะนำมากินได้ต้องเลี้ยงถึงปีครึ่ง ขณะที่ปลาดุกทั่วไปใช้เวลาเลี้ยงแค่ 3-4 เดือนเท่านั้น แต่เนื้อ ปลาเม็งรสชาติดี ไม่มีไขมันเหมือนปลาดุก

อาจารย์วีระพล บุญจันทร์ จาก วท. สุราษฎร์ฯ หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยโครงการวิจัย ‘เตาอบรมควันปลาเม็งระบบอัตโนมัติ’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัย (วช.) เล่าว่า นวัตกรรมดังกล่าวได้รับรางวัลรอง ชนะเลิศ อันดับ 1 การประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม “Thailand New Gen Inventors Award 2023” ของ วช.ด้วย โดยใช้พลังงานโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดพลังงาน

จุดเด่นของเตาอบรมควันปลาเม็งระบบอัตโนมัติสามารถอบแห้งและรมควันได้ในเครื่องเดียว ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงและพลังงาน ทดแทนการตากแดดและรมควันบนตะแกรงระบบเปิด ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ สามารถผลิตในช่วงที่ไม่มีแสงแดดหรือฝนตกได้ โดยกำลังการผลิต 30 ก.ก.สด ใช้เวลาอบและรมควัน 12 ชั่วโมง จะได้ปลารมควันแห้งน้ำหนัก 10 ก.ก. นอกจากนี้ นวัตกรรมเตาอบรมควัน ยังสามารถนำไปอบสมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ได้ด้วย

นอกจาก วท.สุราษฎร์ฯ จะผลิตเตาอบรมควันปลาเม็งระบบอัตโนมัติให้กับวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ปลาเม็ง บ้านห้วยทรายแล้ว ยังได้คิดค้นเครื่องผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร จากกาบหมากระบบกึ่งอัตโนมัติให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง ต.ท่าอุแท อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี โดย ดร.ธวัชไชย ลิ้มสุวรรณ หัวหน้าโครงการวิจัย ได้รับการสนับสนุนจากวช. ภายใต้ทุนท้าทายไทยเพื่อการใช้ประโยชน์เชิงชุมชน สังคม

ดร.ธวัชไชยบอกว่า กระแสทั่วโลกให้ความสำคัญการลดขยะพลาสติก โดยสหภาพยุโรปสนับสนุนให้ภาคเอกชนขยายการผลิตวัสดุชีวภาพแทนพลาสติกสังเคราะห์ ส่วนสาเหตุที่เลือกกากหมากมาทำภาชนะเนื่องจากจ.สุราษฎร์ธานีปลูกหมากมาก ส่วนใหญ่เก็บเฉพาะผลหมากมาจำหน่าย หรือแปรรูปทำหมากแห้ง และทิ้งกาบไว้ในสวน จึงนำมาทำผลิตภัณฑ์แทนโฟม โดยเริ่มจากการนำกาบหมากมาตัดแต่งให้ได้ขนาด ล้างทำความสะอาดด้วย น้ำด่างทับทิม และนำไปอัดขึ้นรูปด้วยเครื่องผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตั้งค่าอุณหภูมิไว้ที่ 100 องศาเซลเซียส เพื่อฆ่าเชื้อราและแบคทีเรีย

จุดเด่นของภาชนะจากกาบหมากทำจากวัสดุธรรมชาติ 100% ปราศจากสารเคมีและการฟอกสี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่แตกหักง่าย น้ำหนักเบา ใส่ของเหลวได้ เข้าเตาไมโครเวฟได้ ไม่อ่อนตัว ทนความร้อนได้ดี มีกลิ่นหอม ย่อยสลายได้เอง 45 วัน ซึ่งลูกค้าในประเทศไทยมีความต้องการถึง 5 แสนชิ้นต่อเดือน แต่ผลิตได้เพียงเดือนละ 5 หมื่นชิ้น

สำหรับเครื่องผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารจากกาบหมาก 2 แบบคือ แบบจานเหลี่ยมขนาด 6 x 7 นิ้ว และแบบถ้วยเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 นิ้ว โดยไม่ต้องถอดแม่พิมพ์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองจาก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว

ด้าน คุณอัญชลี บารมีรุ่งเรือง ประธานกลุ่มวิสาหกิจฯ ชาวสวนยาง กล่าวว่า การผลิตจานกาบหมากทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมทั้งการเก็บกาบหมากมาขายและช่วยกันทำ ที่ผ่านมามีหน่วยงานภาครัฐมาช่วย ส่งเสริมด้านการตลาด และทางกลุ่มยังขายผ่านออนไลน์

นับเป็นวิสาหกิจชุมชนอีกแห่งที่เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้ง ทำให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่ม และยังช่วยลดโลกร้อนอีกด้วย

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน