กรณีแพทย์จบใหม่ลาออกจากโรงพยาบาลรัฐ สาเหตุจากงานหนักเกินไป จำนวนมากต้องทำงานถึงสัปดาห์ละกว่า 80-100 ชั่วโมง
ระยะเวลาทำงานที่มากเกินไป ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการให้บริการกับประชาชน เช่น ความแม่นยำในการตรวจรักษาต่ำลง ส่งผลให้ผู้ป่วยตกอยู่ในความเสี่ยงการรักษาที่อาจผิดพลาดได้
ขณะที่ค่าตอบแทนต่ำและออกล่าช้า ไม่สอดคล้องภาระความรับผิดชอบที่มีสูง บางกรณีอาจไม่ได้รับ ค่าตอบแทนล่วงเวลาเลยเสียด้วยซ้ำ
ภาระงานที่มากเกินไปทำให้บุคลากรการแพทย์ภาครัฐสูญเสียสมดุลการใช้ชีวิต ยังมีปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียม ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่ไม่เหมาะสม
ทำให้หมดขวัญและกำลังใจในการทำงาน ตัดสินใจลาออกไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน ที่ได้รับผลตอบแทนและความสมดุลในชีวิต ที่ดีกว่า
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่แพทย์จบใหม่ แต่ยังหมายรวมถึงเจ้าหน้าที่อื่นๆ ใน โรงพยาบาลรัฐอีกด้วย
ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขแถลงยอมรับปัญหาและข้อจำกัดต่างๆ ว่า ปัญหาขาดแคลนกำลังคนในระบบสาธารณสุขเกิดขึ้นทั้งวิชาชีพแพทย์ และวิชาชีพ อื่นๆ เช่น พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ นักรังสีการแพทย์ นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด ฯลฯ
ทั้งยังชี้แจงว่า กระทรวงได้ดูแลบุคลากรทุกวิชาชีพในสังกัดมาตลอดใน 4 เรื่องหลัก คือ การเพิ่ม ค่าตอบแทน สวัสดิการต่างๆ ความก้าวหน้าในการทำงาน และการผลิตบุคลากรเพิ่มเติมในระบบ
แต่ปัญหาที่แพทย์จบใหม่สะท้อนผ่านโลกออนไลน์ กระจายสู่การรับรู้ของสังคมอย่างกว้างขวาง แสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจในกระทรวงสาธารณสุขที่ผ่านมาอาจยังพยายามแก้ปัญหาไม่มากพอ
สหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงานสะท้อนมุมมอง น่าสนใจ ว่าการทำงานหนักของแพทย์ นอกจากเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ป่วย ยังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของแพทย์ ซึ่งภาครัฐมองข้าม
ทำให้ปัญหาส่วนนี้ฝังรากลึกในระบบสาธารณสุขไทยมาเป็นระยะเวลานาน ปัญหาหลักอย่างการ ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ความโปร่งใสในการจัดสรรงาน ก็ไม่เคยนำมาพูดถึง
ไม่เพียงสหภาพแพทย์ฯ แต่ยังรวมถึงคนไทยหลายสิบล้านคนที่ต้องฝากชีวิตไว้กับโรงพยาบาลรัฐ จึงตั้งความหวังอยากให้มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว
เพื่อให้รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหา รื้อกฎเกณฑ์อุปสรรคขัดขวางการพัฒนาวงการแพทย์และระบบสาธารณสุขไทย ยึดประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นที่ตั้ง
หยุดเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ป่วย คืนความเป็นมนุษย์ให้แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขทุกวิชาชีพ