3เงื่อนไข-ก้าวไกลรื้อองค์กรอิสระ – กรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการแก้ไขกฎหมายเพื่อรื้อองค์กรอิสระ โดยเห็นว่ากรรมการในองค์กรอิสระต้องมีที่มาหลากหลาย อาจมาจากทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน รวมถึงส.ว. เพื่อทำให้เกิดความเป็นกลางมากที่สุด มีความน่าเชื่อถือ
โดยนายพิธายืนยันว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของอำนาจ
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ในส่วนของพรรค ก้าวไกลได้คุยในเรื่องนี้มาตลอด ไม่ใช่แค่คุยกันหลังมีการเลือกตั้ง เราคิดอยู่บน 3 ฐานเงื่อนไข คือ 1.จำนวนและลักษณะขององค์กร เราคุยกันว่าควรต้องมีองค์กรอิสระที่เป็นระบบตรวจสอบและ ถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐอย่างไรบ้าง
แต่การจะปรับแก้ไขในเชิงของจำนวนองค์กร เป็นเรื่องที่ต้องมีการเขียนรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นต้องสอดคล้องกับที่เรา ตั้งคำถามว่าควรจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ โดยจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคิด และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบ

2. เป็นฐานคิดที่อยู่ในพื้นฐานที่ว่าองค์กรอิสระที่มีอยู่ ไม่ว่า จะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลายคนในองค์กรได้รับตำแหน่งตั้งแต่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
แน่นอนว่าหลายคนก็มีความสามารถและตั้งใจทำงาน แต่ที่มาที่ไปก็ถูกตั้งคำถามจากสังคมว่าเป็นการผลัดกันเกาหรือไม่ เมื่อเกิด ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับองคาพยพของคสช. สังคมก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามว่าการตัดสินจะเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมจริงหรือไม่ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับแก้
และ 3.การเลือกองค์กรอิสระ ตั้งแต่การใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ผ่านมา บางองค์กรมีระบบของคณะกรรมการสรรหา เช่น สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แต่ส่วนใหญ่ จะมีหรือไม่มีกรรมการสรรหาก็ไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชน
จึงบอกว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องขององค์กรอิสระในอนาคต อย่างน้อยที่สุดบางอย่างต้องให้สภาผู้แทนราษฎร มีส่วนในการตัดสินใจ หรือต้องมีภาคประชาชนเข้ามามีส่วน ในการสรรหามากยิ่งขึ้น
ขึ้นอยู่กับว่าเราจะออกแบบรูปแบบขององค์กรอิสระในอนาคต ภายใต้รัฐธรรมนูญ และระบบการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างไร คิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่มีการนำเรื่องดังกล่าวมาพูดคุยกัน
ทั้งนี้เราดูองค์กรอิสระทุกองค์กร เวลาจะดูความอิสระ ต้องดูว่า องค์กรใดมีอำนาจหน้าที่เป็นอย่างไร รวมไปถึงที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องหยิบยกมาพูดคุยกัน ทั้งเรื่องจำนวนขององค์กร โครงสร้าง อำนาจ ที่มาที่ไป รวมไปถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นองค์กรอิสระ หากประเด็นนี้จะถูกมองว่าเป็นการประกาศสงครามกับองค์กรอิสระหรือไม่นั้น ส่วนตัวไม่ได้มองเป็นเช่นนั้น เพราะพรรคประกาศเป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งมาตั้งแต่ต้น เราอยากคืนอำนาจให้กับประชาชนอีกครั้งหนึ่ง
ในขณะเดียวกันก็เป็นการตั้งคำถามเชิงวิชาการ เพราะในทุกองค์กรมีหน้าที่ต้องรายงานต่อสภา และกรรมาธิการหลายคณะ ก็มีการศึกษาเรื่องที่มาที่ไป ความจำเป็น โครงสร้างอำนาจหน้าที่ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การประกาศสงคราม และไม่ใช่การแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ เพียงแต่เป็นการตั้งคำถามและหาคำตอบร่วมกัน อันที่จริงก็มีหลายองค์กรที่สะท้อน กลับมาเองว่าเห็นด้วยที่จะต้องมีการแก้ไขบางอย่าง
อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของนายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.กล่าวถึงการนำเสนอการรื้อองค์กรอิสระของพรรค ก้าวไกล ว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจของสภา ซึ่งมีอำนาจว่าจะปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย หรือปรับปรุงอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระอย่างไร
ส่วนที่นายพิธามองว่าองค์กรอิสระถูกครอบงำนั้นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน แต่อยากให้ดูผลงานของแต่ละองค์กรว่าเป็นอย่างไร การกระทำดังกล่าวต้องมีการวิเคราะห์ถึงที่มาที่ไป ไม่เช่นนั้น สิ่งที่ทำมาแล้วจะสูญเปล่าโดยเฉพาะงบประมาณที่ใช้ไป