วันที่ 11 มิ.ย. นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีแกนนำหลักคือพรรคก้าวไกล ว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์คงไม่ไปก้าวล่วงในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้งแล้วนั้น พรรคที่ชนะการเลือกตั้งได้เสียงมากที่สุดก็ต้องมีความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล ไปรวบรวมแสวงหาแนวร่วมจากพรรคต่างๆ เพื่อให้ได้จำนวนเสียงข้างมากที่สุด ส่วนจะได้มากน้อยเท่าใดก็เป็นเรื่องของพรรคที่ได้เสียงข้างมาก และจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ก็ต้องว่ากันตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้
ส่วนขั้นตอนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ก็ต้องยอมรับว่า การดำเนินการในการเลือกนายกฯ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลเต็ม รูปแบบ คนที่จะไปเป็นนายกฯก็ต้องผ่านการเลือกโดย ส.ว. ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ค่อนข้างชัดเจน ฉะนั้นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็จะต้องไปแสวงหาแนวร่วมจาก ส.ว.ด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ฟังเสียงสะท้อนจาก ส.ว.ก็ยังไม่แน่นอนเสมอไปที่จะโหวตเลือกนายกฯไปในทิศทางใด ก็คงต้องไปว่ากันในที่ประชุมร่วมรัฐสภา
ส่วนคดีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดต นายกฯ พรรคก้าวไกล ที่มีคดีหุ้นสื่อนั้นเมื่อเห็นกระบวนของ กกต.แล้วก็เชื่อว่าคงต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร เมื่อยังไม่มีคำวินิจฉัยของ กกต. และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หัวหน้าพรรคก้าวไกลก็ยังคงได้สิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมร่วมรัฐสภาในการเลือกนายกฯได้ ขั้นตอนหลังจากนั้นคงต้องกันอีกทีว่าผลการพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาจะว่าอย่างไร
แต่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้ก็รอ กกต.ประกาศรับรองว่าที่ ส.ส.เพื่อจะได้กำหนดวัน เวลา ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่และ กก.บห.ชุดใหม่ หลังได้ กก.บห.ชุดใหม่แล้วก็จะมีการเรียกประชุม กก.บห.ชุดใหม่ เพื่อพิจารณาตัดสินใจทางการเมืองต่อไป