วันพุธที่ 14 มิ.ย.2566 น้อมรำลึกครบรอบ 94 ปี ชาตกาล “พระครูสุขกิจบรรหาร” หรือ “หลวงปู่สุข สุขเปโม” อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าหวาย ต.โรงช้าง อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี พระเกจิที่ชาวเมืองสิงห์ให้ความเลื่อมใสศรัทธา
มีนามเดิมว่า สุข นายช่าง ถือกำเนิดเมื่อวันศุกร์ที่ 14 มิ.ย.2472 ที่บ้านเลขที่ 71 หมู่ที่ 1 ต.โรงช้าง อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน
ชีวิตในวัยเยาว์ แม้ครอบครัวจะมีฐานะยากจน แต่เป็นคนชอบสนุกสนาน มีความประพฤติเรียบร้อย มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นที่รักของครอบครัวและเพื่อนฝูง เข้าเรียนที่โรงเรียนบ้านเกิด จนจบภาคบังคับ
อายุ 8 ขวบ บิดาถึงแก่กรรม แม่ยกให้ เป็นบุตรบุญธรรม หลวงพ่อผิว คันธชาโต วัดป่าหวาย ได้รับเลี้ยงอุปการะให้การศึกษามาโดยตลอด
ช่วงนั้น ฝึกสอนกัมมัฏฐานและวิปัสสนาให้ตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส กลับจากโรงเรียนทำการบ้านเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อผิวให้พักผ่อน พอถึงเวลา 1 ทุ่มตรง จะให้นั่งสมาธิ
อายุ 14 ปี หลวงพ่อผิว พิจารณาเห็นว่ามีความสนใจด้านพระพุทธศาสนา จึงประกอบพิธีบรรพชาให้ในปี พ.ศ.2486
ต้องเดินทางโดยนั่งเรือเมล์ไปยังวัดโพธิ์ศรี ระยะทางเรือจากวัดป่าหวายไปถึงวัดโพธิ์ศรี ประมาณ 25 กิโลเมตร ต้องใช้เวลานั่งเรือประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อเรียนวิทยาคมจากพระครูโพธิสาร (หลวงพ่อสุธี)
อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงเข้าพิธีอุปสมบท ที่พัทธสีมาวัดป่าหวาย เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2492 มีพระครูพรหมจริยคุณ (หลวงปู่ดี ธัมมปัญโญ) วัดแจ้งพรหมนคร เป็นพระอุปัชฌาย์, พระเจ้าอธิการผิว คันธชาโต วัดป่าหวาย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการแสวง วัดโพธิ์ศรี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สุขเปโม
จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าหวาย ได้ศึกษา พระปริยัติธรรมวินัย อยู่ดูแลรับใช้อุปัฏฐากหลวงพ่อผิว
ต่อมาได้ทราบถึงกิตติศัพท์ของ หลวงปู่ดี หรือพระครูพรหมจริยคุณ พระอุปัชฌาย์ ซึ่งชาวสิงห์บุรียอมรับเป็นสุดยอดพระเกจิอาจารย์ จึงเดินเท้าจากวัดป่าหวายไปกราบนมัสการขอศึกษาเล่าเรียนวิทยาคม
งานปกครอง พ.ศ.2505 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส พ.ศ.2507 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าหวาย พ.ศ.2507 เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พ.ศ.2515 เป็นเจ้าคณะตำบลโรงช้าง อ.พรหมบุรี พ.ศ.2520 เป็น พระอุปัชฌาย์
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2521 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ที่พระครูสุขกิจบรรหาร
พ.ศ.2527 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามเดิม
นอกจากเชี่ยวชาญด้านไสยเวท พุทธาคม ด้านการปกครองแล้ว ยังมีความสามารถด้านการพัฒนา หลังจากได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าหวายในปี พ.ศ.2507 ก็ได้พัฒนาก่อสร้าง ภายในวัดเป็นจำนวนมาก
บูรณปฏิสังขรณ์สภาพของวัดที่เก่าแก่แต่เดิม ให้มั่นคงถาวรทั้งหมด ดังที่ได้เห็นทุกวัน ซึ่งเกิดจากบุญญาบารมีอย่างแท้จริง
เป็นพระที่มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ถือมักน้อยสันโดษ มีเมตตา พูดน้อยแต่ใจดี และมีความเอื้อเฟื้อ
แม้วัตถุมงคลจะได้รับความนิยม แต่ไม่เคยอวดโอ่ สอนให้ดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท
มรณภาพเมื่อวันที่ 4 ก.ค.2564 อายุ 92 ปี พรรษา 72