“แนวคิดการรื้อองค์กรอิสระ โดยการนำของรัฐบาลพรรคก้าวไกลถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เรื่องนี้จะทำได้มากน้อยแค่ไหนต้องขึ้นอยู่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ”

แนวคิดการรื้อองค์กรอิสระของพรรคก้าวไกลนั้น มองว่าต้องไปแก้ที่รัฐธรรมนูญ โดยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เหมือนเมื่อครั้งที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ถูกเซ็ตซีโร่

เมื่อดูรัฐธรรมนูญปี 2540 จะพบว่าองค์กรอิสระมีความโปร่งใสมากที่สุด เพราะมีการพิจารณาการสรรหาที่ประกอบด้วยกรรมการสรรหาทุกภาคส่วน แต่ถ้ากลับมาดูองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปี 2560

ยกเว้นเพียง กสม. นอกนั้นจะถูกการสรรหาโดยผู้พิพากษาศาล จึงอาจถูกมองว่าภาคส่วนอื่นไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม เป็นเพียงการคัดเลือกจากคนกลุ่มเดียว

ดังนั้น แนวคิดการรื้อองค์กรอิสระ โดยการนำของรัฐบาลพรรคก้าวไกลก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เรื่องนี้จะทำได้มากน้อยแค่ไหนต้องขึ้นอยู่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถ้าแก้รัฐธรรมนูญได้ก็ทำเรื่องนี้ได้ เพราะถ้าแก้เรื่องโหวตองค์กรอิสระได้ทุกอย่างก็จะเปลี่ยน และกฎหมายขององค์กรอิสระต่างๆ ก็ต้องแก้ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน

ส่วนประเด็นที่หลายคนพูดถึงความเป็นอิสระของศาล เมื่อกลับไปดูรัฐธรรมนูญปี 2540 องค์ประกอบของกรรมการตุลาการจะมีความต่างจากองค์ประกอบของกรรมการตุลาการรัฐธรรมนูญปี 60 และปี 50 เรื่องนี้ก็ถูกวิจารณ์อย่างมากถึงการไม่มีส่วนร่วมของผู้พิพากษาระดับชั้นต้น

องค์กรอิสระในทุกวันนี้ เช่น กกต. ป.ป.ช. ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใส ก็ต้องยอมรับเพราะมีหลายเรื่องร้องเรียน เช่น กรณีนาฬิกาหรู และหลายๆ เรื่องที่ผู้คนค้างคาใจแต่ไม่ได้คำตอบ

ซึ่งเป็นสิทธิที่ประชาชนจะเกิดความสงสัยและตั้งคำถามไปยังองค์กรอิสระเหล่านี้ถือความโปร่งใสและความเป็นอิสระ

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่เปิดให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม และไม่มีอะไรที่ยึดโยงกับประชาชนเลย แต่มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เขียนรัฐธรรมนูญและออกระเบียบเอง ทำให้สิทธิบางอย่างหรือการมีส่วนร่วม และองค์ประกอบขององค์กรอิสระ เปลี่ยนไป

ฉะนั้นถ้าจะทำให้ทุกอย่างได้รับการยอมรับก็ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วม ด้วยในการร่างรัฐธรรมนูญ มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีความยึดโยงกับประชาชน

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน