การได้ตำแหน่ง “ประธานสภา” ของ นายอุทัย พิมพ์ใจชน น่าศึกษาอย่างเป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะเป็นการได้มาในเส้นทางที่เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นการได้มาในเส้นทางที่เสนอโดยพรรคชาติไทย
การได้มาโดยพรรคประชาธิปัตย์เป็นไปอย่างชอบธรรม
ขณะเดียวกัน การได้มาโดยการเสนอของพรรคชาติไทยในยุคของ พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร ทั้งๆ ที่ นายอุทัย พิมพ์ใจชน สังกัดพรรคเอกภาพ
ได้กลายเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ตื่นตะลึง
ที่ตื่นตะลึงอย่างถึงที่สุดเพราะพรรคเอกภาพมี ส.ส.ของตนเองเพียง 3 คน
การที่พรรคชาติไทยเสนอชื่อ นายอุทัย พิมพ์ใจชน ทั้งๆ ที่มี ส.ส.เพียง 3 คนคือกลยุทธ์หนึ่งในการช่วงชิงการนำใน “สภาผู้แทนราษฎร”
รู้ทั้งรู้ว่าต้องสู้กับพรรคกิจสังคมและมีโอกาสแพ้
เพราะว่าพรรคกิจสังคมมีเป้าหมายเพื่อหนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีแม้ว่าพรรค ชาติไทยจะได้รับเลือกมาเป็นอันดับ 1
แนวทางของพรรคชาติไทยจึงชู นายอุทัย พิมพ์ใจชน ขึ้นมาสู้
แท้จริงแล้ว ตำแหน่ง “ประธานสภา” เป็นตำแหน่งที่ดำรงอยู่อย่างเลื่อนลอย
เลื่อนลอยเพราะว่า คนที่ได้รับการเสนอชื่อ คือคนที่อาจเป็นอุปสรรคในการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีของแต่ละพรรคการเมือง
เป้าหมายจึงเสนอเพื่อตัดออกไปจาก “สมการ”
ไม่ว่าจะเป็นกรณี นายอุทัย พิมพ์ใจชน ในยุคของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ในยุคของพรรคสามัคคีธรรม
แต่ก็มีหลายสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามคาด
คำถามก็คือ ตำแหน่ง “ประธานสภา” ยุคหลังเดือนพฤษภาคม 2566 เป็นอย่างไร
เป็นการเสนอเพื่อตัดคนออกจาก “สมการ” ในทางการเมือง หรือเป็นการเสนอเพื่อช่วงชิง “การนำ” เพื่อสร้าง “ประเด็น” ในทางการเมืองขึ้นมา
นำไปสู่ “เป้าหมาย” เร้นลับใดใน “ภายหลัง”