ยังคงเป็นประเด็นที่ท้าทายวุฒิภาวะของสังคมอย่างยิ่งยวด
สำหรับกรณี ของ ‘หยก’ เยาวชนอายุ 15 ปี ที่เกิดปัญหาถูกสกัดไม่ให้เข้าเรียน
โดยคำชี้แจงของโรงเรียน ก็คือ ‘หยก’ ไม่มีสถานะนักเรียนแต่ต้นเพราะการมอบตัวไม่ลุล่วง
กลายเป็นคำถามว่านี่คือสาเหตุจริงใช่ไหม ไม่ใช่เป็นแค่ข้ออ้าง ที่จะผลักเด็กออกจากระบบการศึกษา
เพราะคนสงสัยว่าหากมอบตัวไม่เรียบร้อย แล้วทำไมถึงให้เข้าเรียน ไปร่วมเดือน แถมเก็บค่าเทอมเอาไว้ล่วงหน้า
อีกทั้งก่อนหน้านี้ รมว.ศึกษาฯ ก็ยืนยันข้อมูลว่า ‘หยก’ ยังมีชื่อเป็นนักเรียน แต่เมื่อกลับตาลปัตรเช่นนี้ ก็ต้องมีใครสักคนที่พูดไม่ตรง
จะเป็นรัฐมนตรี หรือโรงเรียน ก็คงต้องให้ชัดเจน!!
และหากเป็นสาเหตุแท้จริง ก็ต้องมีกระบวนการแก้ไข ไม่ให้เด็กสักคนต้องถูกเลือกปฏิบัติ ขาดโอกาสทางการศึกษา เพียงเพราะถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง
แต่หากเป็นเพียงข้ออ้าง เพื่อขจัด ‘หยก’ ออกจากโรงเรียน ก็ต้องมาดูให้ชัดเจนว่าสรุปแล้วสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร
เป็นเพราะการไม่แต่งเครื่องแบบ ทำสีผมเข้าเรียน อย่างที่กระแสสังคมพูดกัน
หรือเป็นเพราะคดีความที่ ‘หยก’ โดนก่อนหน้านี้ ซึ่งสังคมก็อดคิดเชื่อมโยงไปไม่ได้จริงๆ
เพราะท่าทีที่โรงเรียนแสดงออก มีลักษณะแข็งกร้าวเกินกว่าที่จะเปิดช่องเจรจา
ทั้งจากแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ที่อ้างอิงเรื่องความไม่ปลอดภัย และท่าทีที่เกิดขึ้นด้วยการอนุญาตให้ตำรวจนอกเครื่องแบบ กองร้อยตำรวจหญิง และรถควบคุมผู้ต้องหาเข้าไปประจำการภายในโรงเรียน
ชวนให้เกิดความไม่สบายใจ และห่วงว่าหากในอนาคตมีนักเรียนที่ทำตัวไม่น่ารักตามสายตาของผู้บริหาร แนวทางเช่นนี้ก็เกิดขึ้นกับลูกหลาน คนอื่นได้เช่นกัน
เรื่องนี้จึงไม่เป็นผลดีกับใครเลย ทั้งกับโรงเรียนและตัวเด็ก
จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปรับทัศนคติของทุกฝ่าย หันหน้าเข้ามาหารือหาทางออก เอาประเด็นที่แท้จริงของปัญหามาพูดจากัน
ใช้สติปัญญา วุฒิภาวะ เมตตา ให้มากไว้ ระลึกไว้ว่าเด็กไม่ใช่ศัตรู อนาคตไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว
อย่าทำอะไรที่ย้อนมาหาตัวเองในวันข้างหน้าแล้วต้องอับอายเลย!!
รุก กลางกระดาน