หนทางดับร้อนศึก‘ประธานสภา’

ร้อนฉ่าขึ้นอีกครั้งสำหรับตำแหน่ง “ประธานสภา” หลังวงสัมมนาส.ส.พรรคเพื่อไทย มีเสียงคัดค้านไม่ให้ยกเก้าอี้นี้ให้พรรคก้าวไกล ทำให้เกิดความวิตกไปถึงการจัดตั้งรัฐบาล และวิพากษ์วิจารณ์ถึงท่าทีของพรรคเพื่อไทย

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประธานสภาผู้แทนฯ จะเป็นประธานรัฐสภา ควบคุมการประชุมร่วมรัฐสภาที่โหวตเลือกนายกฯ เมื่อพรรคก้าวไกลเป็นพรรคอันดับ 1 ย่อมมีสิทธิได้ตำแหน่งนี้ เว้นแต่ไม่เอาเอง หรือตกลงเป็นอย่างอื่น จึงต้องเข้าใจว่าพรรคก้าวไกลต้องการความมั่นใจ

กรณีนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นความเห็นส่วนตัว ส่วนท่าทีของผู้บริหารพรรคก็จบแล้ว แต่ต้องระมัดระวังความเห็นส่วนตัวของสมาชิกพรรคเพราะคนจะยิ่งสงสัย เบาสุดอาจมองว่าต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่ม ต่อให้เป็นความเห็นส่วนตัวแต่พรรค เพื่อไทยก็ถูกมองเป็นทางลบอยู่ดี

หลักการประชาธิปไตยระบบรัฐสภาพรรคที่ได้เสียงเกินครึ่งต้องได้เป็นรัฐบาล ได้เป็นนายกฯ หากไม่มีพรรคไหนได้เกินครึ่งก็รวมกับพรรคอื่นให้เกินครึ่งแล้วให้พรรคอันดับ 1 เป็นนายกฯ ซึ่งคนที่ทูลเกล้าฯ นายกฯ คือประธานรัฐสภา ดังนั้นหากพรรคก้าวไกล ไม่ยินยอมก็เป็นสิทธิของเขา

ส่วนพรรคเพื่อไทยก็มีสิทธิขอ แต่หากคุยกันแล้วพรรคก้าวไกลไม่ให้ก็ต้องเคารพการเป็นพรรคอันดับ 1 ทั้งหมดคือหลักการไม่ว่าพรรคไหนจะเป็นพรรคอันดับ 1 ก็ตาม และเชื่อว่าถ้าเพื่อไทยเป็นพรรคอันดับ 1 พรรคก้าวไกลคงไม่มาต่อรอง

ทุกคนทราบอยู่แล้วว่าชัยชนะ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นชัยชนะของฝั่งประชาธิปไตย โดย 2 พรรคหลักรวมกัน ร่วมกับพรรคอื่นๆ ถือเป็นการชนะขาด เป็นฉันทามติประชาชน

ดังนั้นเป็นเรื่องที่ควรตกลงกันได้ แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้พูดตรงๆ พรรคอันดับ 1 เสียงย่อมดังกว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นอันดับ 1 ตนก็พูดแบบเดียวกันนี้

ปริญญา / บัณฑิต / ณัฐกร

นายบัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ที่เพื่อไทยยืนยันว่าพรรคอันดับ 1 ต้องได้เก้าอี้ประธานสภาเป็นการพูดกึ่งเป็นการผูกมัด ถ้าไม่เป็นไปตามข้อตกลงจากนี้จะดำเนินการทางการเมืองได้ยาก ผู้ใหญ่หลายคนในพรรคก็ระบุให้พรรคอันดับ 1 เป็นประธานสภา จึงไม่คิดว่าผู้ใหญ่ กรรมการบริหารพรรคและคนมีบารมีในพรรคเพื่อไทยจะบิดพลิ้ว

ข่าวที่เล็ดลอดคงมีเจตนาบางอย่าง บุคคลแวดล้อมก็รอกันอยู่ว่าจะได้อยู่ตรงไหน หรืออาจเป็นเพราะฝนตกไม่ทั่วถึงจึงมาเขย่าเรื่องนี้

แต่อย่าทำให้ประชาชนรู้สึกแย่ไปกว่านี้ เพราะการเมืองต้อง ตอบรับมวลชนเดิมและหามวลชนใหม่ ผ่านไประยะเวลาหนึ่งพรรคก้าวไกลอาจไม่ได้เป็นที่นิยมเหมือนที่เคย เช่นกันอย่าไปคิดว่า 10 ล้านกว่าเสียงที่เพื่อไทยได้เป็นคะแนนจริง

ยังคิดว่าเรื่องนี้คงไม่บานปลายไปถึงการจัดตั้งรัฐบาล เพราะการเมืองจะเดินต่อไปไม่ได้ถ้าปราศจากความไว้วางใจ ที่เป็นสารตั้งต้นในการดำเนินงาน เหตุที่เกิดอาจมีนางปั่นเพื่อทำให้ทุกอย่างมีปัญหา แต่ก็ต้องกลับมาถามว่าทำแล้วใครได้ประโยชน์

ถ้ามีเสียงว่าเกิดความไม่พอใจในพรรคก็ควรให้อยู่ภายในพรรค ส่วนข้อเสนอปล่อยฟรีโหวตเพราะเป็นเอกสิทธิ์ส.ส. ถามว่าคนที่คิดแบบนี้จะเลือกตั้งครั้งสุดท้ายหรือไม่ มีตัวอย่างประชาชนสั่งสอนนักการเมืองมาหลายรอบแล้ว

นักการเมืองต้องฟังเสียงประชาชน อย่าทำให้ประชาชนรู้สึกว่ากำลังเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

นายณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เชื่อว่า 2 พรรคตกลงกันแล้ว แต่ที่เป็นปัญหาน่าจะอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่า ส่วนพรรคเพื่อไทยยังเคลื่อนไหวมีนัยอะไรหรือไม่นั้นคงต้องไปดูว่างานประชุมใครจัด และนายอดิศร เพียงเกษ เข้าไปในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือไม่ ถ้าใช่ก็ถือว่าคำพูดมีน้ำหนัก

แต่ควรให้เป็นเรื่องการถกเถียงกันในพรรค ถ้าจะพูดคุยแบบเปิดอกก็ควรเป็นการประชุมแบบปิด การปล่อยคำพูดของนายอดิศร ออกมาเป็นเหมือนลักษณะการพูดกันไปคนละทิศละทาง

แต่น้ำหนักคำพูดควรต้องเป็นหัวหน้าพรรค และผู้เป็นแคนดิเดต นายกฯ ของพรรคมากกว่า ซึ่งท่าทีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายเศรษฐา ทวีสิน ชัดเจนมาตลอดว่าเพื่อไทยจะทำทุกวิถีทางให้พรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล จึงเชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่เป็นอุปสรรคในการจัดตั้งรัฐบาล

ทางออกของเรื่องนี้ต้องไปพูดคุยกันอยู่แล้ว ทางพรรคก้าวไกลเองก็ต้องผ่อนหนักผ่อนเบา มองว่าการให้ 1 แลก 2 กรณีนี้ก็เหมาะสมแล้ว หรือการตกลงกันว่าให้พรรคก้าวไกลเป็นก่อน 2 ปีแรก แล้ว 2 ปีหลังสลับกับพรรคเพื่อไทย อยู่ที่การตกลงกัน แต่ภาพรวมต้อง ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล

ตำแหน่งประธานสภาอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าไม่ขัดแย้งกันเรื่องใหญ่ก็ไม่เป็นปัญหา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน