ฟันธงถูกลงไม่ต่ำกว่า20สตางค์-ส่วนปีหน้ายังต้องลุ้น

ข่าวดี! กกพ. แย้มค่าไฟงวดใหม่เดือนก.ย.-ธ.ค. 2566 มีแนวโน้มลดลงอย่างน้อย 20 สตางค์ต่อหน่วย รับอานิสงส์ราคาก๊าซธรรมชาติและแอลเอ็นจี ปรับลดลง ส่วนปีหน้ายังต้องลุ้นแพงขึ้นอีก

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดใหม่เดือนก.ย.-ธ.ค. 2566 เบื้องต้นจะลดลงได้ไม่ต่ำกว่า 20 สตางค์ต่อหน่วย จากค่าไฟเฉลี่ยที่เรียกเก็บจากประชาชนปัจจุบันอยู่ที่ 4.70 บาทต่อหน่วย แต่จะลดได้มากกว่านี้อีกหรือไม่อย่างไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณา ของบอร์ดกกพ. ที่จะสรุปขั้นสุดท้ายภายในเดือนก.ค.นี้ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนต่อไป

“ปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าไฟปรับลดลง มาจากราคาก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่ลดลง ซึ่งได้รวมการใช้หนี้คืนแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประมาณงวดละ 20,000 ล้านบาท จากที่ กฟผ. รับภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าให้ระบบ เพื่อชะลอการกระชากขึ้นของค่าไฟฟ้าในงวดที่ผ่านๆ มารวมกว่า 130,000 ล้านบาทไปแล้ว”

ส่วนกรณีที่มีความกังวลค่าไฟฟ้างวดเดือนม.ค.-เม.ย. 2567 อาจกลับขึ้นมาอีก จากแนวโน้มต้นทุนนำเข้า แอลเอ็นจี มีราคาเพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศของยุโรป ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปี 2567 ทั้งปีจะสามารถต่ำกว่า 4 บาทต่อหน่วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับราคาแอลเอ็นจีว่าจะลดลงหรือไม่ เพราะปริมาณก๊าซในอ่าวไทยและเมียนมาลดลง ประเทศไทยยังคงต้องพึ่งการนำเข้าแอลเอ็นจีเป็นหลัก

ส่วนลดสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300-500 หน่วยต่อเดือน จะต่ออายุหรือไม่นั้น เรื่องนี้ไม่ใช่อำนาจของ กกพ. เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งหากพิจารณาว่ามีความจำเป็นแต่เป็นช่วงรอยต่อรัฐบาล ก็สามารถเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาได้

อย่างไรก็ตาม กรณีที่พรรคก้าวไกลหาเสียงไว้ว่า อยากเห็นค่าไฟฟ้าลดลงไม่ต่ำกว่า 70 สตางค์ต่อหน่วยนั้น ส่วนตัวเห็นว่าหากจะดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ต้องปรับโครงสร้างราคาก๊าซทั้งระบบ นำเรื่องแอลเอ็นจีมาอยู่ใน POOL GAS ทั้งหมด เพราะในอนาคตไทยต้องพึ่งพาก๊าซส่วนนี้มากขึ้น ส่วนหลักเกณฑ์อัตราค่าไฟฟ้า สีเขียว (ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทน) คาดว่าจะประกาศใช้ได้ประมาณเดือนส.ค.-ก.ย. 2566

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน