ศาลาว่าการกทม. – เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. นางวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่าได้ลงนามให้ความเห็นชอบแนวทางการแต่งกายของนักเรียนโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ดังนั้น สำนักการศึกษา (สนศ.) จึงทำหนังสือถึงผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 เขตให้ทราบ และแจ้งให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทราบและถือเป็นแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

ตามที่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 ข้อ 35 กำหนดว่า สถานศึกษาใดจะกำหนดให้นักเรียนแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักศึกษาวิชาทหาร-หรือแต่งชุดพื้นเมือง ชุดไทย ชุดลำลอง ชุดฝึกงาน ชุดกีฬา ชุดนาฏศิลป์ หรือชุดอื่นๆ แทนเครื่องแบบนักเรียนตามระเบียบนี้ในวันใดให้เป็นไปตามที่สถานศึกษากำหนด โดยคำนึงถึงความประหยัดและเหมาะสม นั้น ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองจึงให้โรงเรียนในสังกัดกทม.ทั้ง 437 แห่ง จัดทำข้อกำหนดให้นักเรียนแต่งกายด้วยชุดใดก็ได้ที่ไม่เป็นการบังคับอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ โดยให้นักเรียนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกำหนด จากนั้นให้นำไปประชาสัมพันธ์ให้ทราบเป็นการทั่วไปก่อนนำไปประกาศใช้

โดยในกรณีที่มีนักเรียนไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวได้ให้เป็นไปตามความประสงค์ของนักเรียนผู้นั้นที่จะสวมชุดนักเรียน ชุดพละ หรือชุดอื่นใดที่โรงเรียนกำหนดให้มีไว้อยู่แล้ว แต่ห้ามมีการดำเนินการในลักษณะที่จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งให้คำนึงถึงอัตลักษณ์ ความหลากหลายความเชื่อทางศาสนา และเพศวิถีของนักเรียน

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับทรงผมของนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกทม.ด้วย ซึ่งตามที่ศธ.ได้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 พ.ศ.2566 ประกาศ ณ วันที่ 16 ม.ค.2566 นั้น เพื่อเป็นการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียน จึงให้โรงเรียนจัดทำข้อกำหนดฯ ให้นักเรียน ไว้ทรงผมได้อย่างอิสระบนพื้นฐานสุขอนามัยที่ดี สะอาด ส่งเสริมบุคลิกภาพและความมั่นใจ โดยในกรณีมีนักเรียนไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวได้ ให้โรงเรียนรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ผู้ปกครอง เพื่อทำความเข้าใจและตกลงร่วมกัน แต่ห้ามไม่ให้มีการดำเนินการในลักษณะที่จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางร่างกายและจิตใจของนักเรียน เช่น การตัดผม ทำให้อับอาย

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า เรื่องนี้มีการหารือกันมานาน มีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องหลายส่วน รวมถึงมีผู้แทนนักเรียนด้วย หัวใจสำคัญคือเรื่องสิทธิมนุษยชน ให้เด็กได้ไปโรงเรียนอย่างมั่นใจ ถูกสุขอนามัย และเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง

ในส่วนของทรงผม หัวใจหลักคือการไม่ลิดรอนสิทธิเด็กเช่นเดียวกัน แต่ต้องอยู่ภายใต้ความเรียบร้อย เหมาะสม ทั้งนี้ คณะกรรมการโรงเรียนได้พูดคุยร่วมกับผู้แทนผู้ปกครอง นักเรียน และทำให้แต่ละโรงเรียนอาจกำหนดไม่เหมือนกันได้ เพราะบางโรงเรียนก็มีการสอนศาสนาด้วย และเนื่องจากแต่ละโรงเรียนตีความประกาศของกระทรวงไม่เหมือนกัน ดังนั้น กทม.จึงได้ออกประกาศเพื่อกำหนดแนวทาง ซึ่งเรื่องนี้เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยอาจมีแรงต้าน

ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ประกาศดังกล่าวจะมีการประเมินผลดีผลเสีย เราไม่ต้องกลัวอะไร ให้กล้าทำในสิ่งต่างจากเดิม ทำอะไรใหม่ๆ ให้เด็กได้มีการคิด ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วม แต่ต้องมีกรอบ มีกติกา มีการประเมิน สุดท้ายถ้าไม่ดีก็ต้องปรับเปลี่ยน กทม.ยินดีรับคำติชมทุกอย่าง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน