เวิลด์แบงก์ปรับเพิ่มเป้าจีดีพีปี 2566 เป็น 3.9% หลังภาคท่องเที่ยวฟื้นตัว แนะรัฐเลิกลดราคาพลังงาน หวั่นบิดเบือนเงินเฟ้อ-ไม่เพิ่มรายได้ให้ประชาชน
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ประจำธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวในการนำเสนอหัวข้อ “การฝ่าแรงต้านของเศรษฐกิจโลก : การพัฒนาและแนวโน้มเศรษฐกิจไทย” ในการเปิดตัวรายงานธนาคารโลก ตามติดเศรษฐกิจไทย “การรับมือกับภัยแล้งและอุทกภัย” ว่า แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะแข็งแกร่งขึ้นในปี 2566 คาดว่าจะขยายตัว 3.9% สูงกว่าที่คาดการณ์ จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวขึ้น รวมถึงอุปสงค์ภายนอกจากจีนที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ในประมาณการเดิม
ส่วนการส่งออกสินค้าคาดว่าจะหดตัวตามการชะลอลงของอุปสงค์ประเทศพัฒนาแล้ว การบริโภคภาคเอกชนแม้จะชะลอลงบ้างหลังจากการฟื้นตัวขึ้นจากการเปิดเมืองปีก่อน แต่จะยังขยายตัวตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ได้รับแรงสนับสนุนจากตลาดแรงงานที่ดีขึ้น และอุปสงค์ด้านท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากจีน ส่วนการลงทุนภาครัฐจะชะลอตัวจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเป็นระยะเวลานาน
ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 จะขยายตัวที่ 3.6% และปี 2568 ที่ 3.4% ชะลอลงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ โดยท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากอุปสงค์ภายนอกที่ลดลง อัตราการเติบโตที่ระดับศักยภาพในระยะยาวคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3% ช้ากว่าเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 3.6% ในช่วงปี 2553-2562
นายเกียรติพงศ์กล่าวอีกว่า ปีนี้คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลที่ 2.5% ต่อจีดีพี จากการค้าทั้งสินค้าและบริการ หลังจากที่ขาดดุลตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าแนวโน้มการส่งออกสินค้าจะยังคงชะลอตัว
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดว่าจะอยู่ในระดับ 2% เป็นอัตราที่ต่ำกว่าประเทศตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่ และอยู่ในอันดับที่ 2 ในอาเซียนที่เงินเฟ้อต่ำสุด ท่ามกลางราคาพลังงานโลกที่เริ่มมีความความผ่อนคลาย การตรึงราคาและอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าระดับของศักยภาพ
“อุปสงค์โลกที่ชะลอตัวลง การตรึงราคาพลังงานซึ่งรวมถึงไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มจะยังอยู่ต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 3/2566 และจะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี ด้านเงินเฟ้อพื้นฐานจะยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนการระบาดโควิด แม้ว่าการควบคุมราคาพลังงานและการขนส่งสาธารณะอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพ แต่การควบคุมราคาดังกล่าวมักจะเป็นวิธีการที่ไม่มีประสิทธิภาพในการกระจายรายได้ ส่งผลกระทบแบบถดถอยในการกระจายรายได้ และบิดเบือนกระบวนการของเงินเฟ้อ ซึ่งจะทำให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งผลให้การปรับภาวะการคลังให้สมดุลทำได้ช้าลง”