เงินหรือทรัพย์สินที่ ผู้ประกอบการทำมาหากินโดยสุจริตหรือโดยทุจริตต้องนำส่งให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่มีกฎหมายควบคุมการประกอบกิจการหรืออาชีพนั้นๆ ก็คือ “ส่วย” ซึ่งมีอยู่สองประเภทคือ
1.จ่ายเพื่อให้การประกอบอาชีพโดยสุจริต หรือเพื่อให้การใช้ประโยชน์เป็นไปโดยสะดวกรวดเร็วเนื่องจากกิจการในเรื่องนี้มักมีผลกระทบต่อผู้อื่น ดังนั้น จึงมีการออกสติ๊กเกอร์เพื่อบอกให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรู้
2.จ่ายเพื่อให้การประกอบกิจการอันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายดำเนินอยู่ได้ เช่น จ่ายเงินเพื่อมิให้ถูกจับกุมดำเนินคดี หรือจ่ายเพื่อให้การประกอบกิจการนี้ดำเนินการต่อไปได้ เช่น จ่ายเพื่อประกอบธุรกิจการพนันออนไลน์ เป็นต้น
ในการจ่ายเงินประเภทนี้ในการประกอบการอย่างนี้ อาจจะเป็นการจ่ายเพื่อการคุ้มครองให้การดำเนินการ
สำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์ การขออนุญาตก่อสร้างอาคารจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายและถูกต้อง ตามกฎหมายทุกประการ เป็นการขออนุญาตทำประโยชน์ หรือขออนุญาตทำดี แต่กลับจะต้องจ่ายส่วยที่ไม่มีสติ๊กเกอร์ เพื่อให้การประกอบกิจการนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ลดภาระเวลาและค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นจากความล่าช้า
กรณีการเรียกส่วยในการขออนุญาตก่อสร้างท้องที่ปทุมวัน กทม. และเรียกเก็บภาษีในเขตราชเทวีที่เป็นข่าวครึกโครมนั้น ทำให้เห็นว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ไม่ได้มีอำนาจที่จะจัดการกับเจ้าหน้าที่ระดับที่เรียกรับส่วย เพราะไม่ได้อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหารหรือผู้ว่าราชการ กทม. ตามกฎหมาย
การแถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ของผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ที่ให้คะแนนตัวเองเพียงร้อยละ 50 นั้น บ่งบอกได้ว่า อำนาจทางกฎหมายที่ผู้ว่าราชการ กทม. หรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นทั่วไป กลับไม่ได้มีเพียงพอสำหรับการจัดการ จึงต้องเผชิญปัญหา ที่ไม่สามารถพิจารณาลงโทษกับเจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจในทางมิชอบเรียกเก็บเงินหรือเก็บส่วยจาก ผู้ขออนุญาตได้
สาเหตุของการใช้อำนาจที่เป็นปัญหาของการที่จะใช้ดุลพินิจในการพิจารณาในข้อกฎหมายที่ซับซ้อนและซ้ำซ้อนต่อการเลือกข้อกฎหมายมาใช้บังคับ ซึ่งต้องมีการปรับปรุงแก้ไขนั้น กลับไม่อยู่ในอำนาจที่ผู้ว่าฯ หรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะไปจัดการได้ กลับเป็นเรื่องของรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
เมื่อเปรียบเทียบกับการเปิดโปงของส.ส.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร และส.ส.รังสิมันต์ โรม เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจเรียก รับส่วย โดยทำผ่านสังคมและสื่อเพื่อสร้างแรงกดดันได้มากกว่า จึงน่ายินดีที่ทั้งสองคนนี้จะไม่ได้เป็นรัฐมนตรี เพราะไม่เช่นนั้นทั้งสองจะไป “ติดกับ” ในระบบราชการ (ที่ยังไม่ปฏิรูป) เช่นเดียวกับผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ กำลังเผชิญอยู่
นั่นคืออำนาจอันให้คุณให้โทษแก่ผู้กระทำผิดได้โดยตรง และรวดเร็วนั้น มิได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. หรือ เจ้าพนักงานท้องถิ่นอย่างที่ควรจะเป็น จึงไม่อาจทำอะไรได้อย่างที่ประชาชนคาดหวัง
นายช่าง