แบงก์ชาติผวาธนาคารรัฐ-นอนแบงก์ แบกหนี้เน่า 3 แสนล้าน หวั่นเกิดอาการบวมหนี้ สั่งจับตากลุ่มเปราะบาง พร้อมถกรัฐบาลใหม่เพิ่มสาขาธนาคาร
น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนหลังปรับข้อมูลใหม่ไตรมาส 1/2566 เพิ่มเป็น 90.6% ของจีดีพี ในจำนวนนี้ 73% อยู่ ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. โดยแบ่งเป็นสินเชื่อบ้าน 34% สินเชื่อรถยนต์ 11% สินเชื่อบัตรเครดิตและส่วนบุคคล 27% และ อื่นๆ เช่น กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 28%
ส่วนของหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน นับจากวันที่ 1 ม.ค. 2563 โดยเริ่มปรับลดลงจากจุดสูงสุดในเดือน ต.ค.2565 ที่ 4.7 ล้านบัญชี เหลือ 4.4 ล้านบัญชี ยอดหนี้ 4.1 แสนล้านบาท เหลือ 3.1 แสนล้านบาท โดยหนี้เสียดังกล่าวเป็นของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 60% Non Bank (นอนแบงก์) 30% และธนาคารพาณิชย์ 10%
“ธนาคารของรัฐมีความเปราะบางมากกว่าธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) การออกหลักเกณฑ์ในการดูแลหนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง ซึ่งบางมาตรการทำได้ เช่น พักหนี้ ก็ทำเฉพาะจุดบางสถานการณ์ เช่น น้ำท่วม แต่ถ้าพักหนี้ยกพอร์ต ก็อาจจะเป็นการบวมหนี้ขึ้นมาในอนาคต ที่ผ่านมา ธปท.มีการส่งทีมเข้าไปช่วยแยกกลุ่มลูกหนี้ โดยหนี้ค้างชำระที่ลดลง และได้กำชับเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ให้เร่งเจรจาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว”
น.ส.สุวรรณีกล่าวว่า แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อาจทยอยปรับขึ้นจากกลุ่มเปราะบางที่รายได้น้อย หรือรายได้ยังไม่ฟื้นตัว แต่จะไม่เห็น NPL Cliff และเป็นระดับที่สถาบันการเงินบริหารจัดการได้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงต่อเนื่อง เอ็นพีแอล ล่าสุดอยู่ที่ 7.2% จาก 6.9% และสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ หรือหนี้รอเสีย (SM) อยู่ที่ 3.2% จาก 3.1% สินเชื่อที่อยู่อาศัย เอ็นพีแอล ของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 3.2% ธนาคารรัฐอยู่ที่ 3.9% สินเชื่อรถยนต์ เอ็นพีแอล ทรงตัว ของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 1.9% แต่ SM อยู่ที่ 13.8% และ Non Bank อยู่ที่ 2.1% และ SM อยู่ที่ 11.4% ขณะที่หนี้บัตรเครดิตอยู่ที่ 3.1%
น.ส.สุวรรณีกล่าวว่า กรณีที่พรรคก้าวไกล เสนอให้มีการเพิ่มจำนวนธนาคารเพื่อให้เกิดการแข่งขัน ว่า การเพิ่มจำนวนธนาคารจะเห็นความชัดเจนหลังจากที่มีการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว ธปท. จะเข้าไปหารือกับรัฐบาลชุดใหม่ ที่ผ่านมา ธปท.ได้ดำเนินการเรื่องธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) โดยเปิดรับฟังความเห็นแล้วในรอบสอง ซึ่งเรื่องนี้ต้องค่อยๆ ทำ