เป็นที่ทราบกันดีว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นส่วนใหญ่บริโภคเนื้อโคหรือเนื้อวัวเป็นหลัก และในวิถีชีวิตของชาวมุสลิมก็เลี้ยงวัวกันมานานแล้ว ซึ่งภาครัฐก็ได้เข้ามาส่งเสริม อย่างเช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้สนับสนุน ดร.รุ่ง แก้วแดง ประธานมูลนิธิสุข-แก้ว แก้วแดง ในโครงการวิจัยเรื่อง ‘การถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปโคเนื้อเพื่อเพิ่มรายได้กลุ่มเกษตรกรต้นแบบชายแดนใต้’ และเมื่อไม่นานมานี้ ‘คุณธีรวัฒน์ บุญสม’ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมฯ วช., คุณสมบูรณ์ วงศ์กาด ผู้ตรวจสอบทางวิชาการ วช. และ รศ.ดร.ก้าน จันทร์พรหมา ประธานเครือข่ายวิจัยภาคใต้ ได้ลงพื้นที่ เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการนี้ ซึ่งดำเนินการไปได้ด้วยดี

อย่างที่คุณธีรวัฒน์ให้ข้อมูลว่าได้สนับสนุนมูลนิธิสุข-แก้ว แก้วแดง ศึกษาวิจัยและทดลองเลี้ยงโควากิว โคเนื้อระดับพรีเมียมในระบบฟาร์ม ชื่อ ‘ยะลาวากิวฟาร์ม’ ตั้งแต่ปี 2556 เพื่อเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรชายแดนใต้ในการเลี้ยงโคแบบประณีตและเป็นอาชีพหลัก โดยการจัดตั้งศูนย์วิจัยและเรียนรู้การเลี้ยงโคเนื้อชายแดนใต้ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงโคเนื้อแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกร ซึ่งส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการผลิต รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัวจนสามารถดำเนินงานได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ และให้มีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อต้นแบบของ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสในการบริหารจัดการโรงเชือดชุมชนการแปรรูปโคเนื้อตามมาตรฐานฮาลาล และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเนื้อโคอย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง

ด้าน ดร.รุ่งกล่าวว่า ได้รับความร่วมมือ วช. วิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี แห่งมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการผลิตโคเนื้อชายแดนใต้จากการเลี้ยงแบบปล่อยทุ่ง มาเป็น ‘การเลี้ยงแบบยืนโรง’ มีระบบการจัดการฟาร์ม การทำอาหารผสมสำเร็จรูป โดยใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในท้องถิ่นเพื่อลดต้นทุน การพัฒนาสายพันธุ์โดยการผสมเทียม การรักษาและป้องกันโรคในโค การใช้ประโยชน์จากมูลโค และเกษตรกรรู้จักใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการแปรรูปโคเนื้อตามมาตรฐานฮาลาลและการตลาด โดยได้สร้างโรงเชือดที่มีมาตรฐาน ฮาลาลเป็นแห่งแรกใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เน้นการฝึกอบรมวิธีการเชือดโคที่สะอาดและปลอดภัย การตัดแต่งเนื้อวัวอย่างมืออาชีพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากหนังวัวยะลาวากิว โดยการนำไปทำแคบวัวเพื่อเพิ่มมูลค่า

“วิสาหกิจชุมชนเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อบ้านนิบง ต.กาบัง อ.กาบัง จ.ยะลา เป็นกลุ่มหนึ่งที่มีความเข้มแข็งมาก เพราะนอกจากจะรวมตัวกันเลี้ยงวัวแบบมีคอกแล้ว ยังนำมาชำแหละขายและนำมาแปรรูปด้วย อย่างเช่น ทำแคบวัวและกำลังจะทำลูกชิ้นเนื้อวัว ขณะที่สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) นราธิวาส ก็ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยทหารพัฒนา เพื่อรวมกลุ่มกันซื้อและจำหน่ายอาหารวัว โดยมี พ.จ.อ.สมนึก ตุนาคุน เป็นที่ปรึกษา อีกกลุ่มหนึ่งที่มีความ เข้มแข็งคือ วิสาหกิจชุมชนเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อช่องเขต อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ซึ่งได้แก้ปัญหาการไม่มีโรงเชือดที่ได้มาตรฐานฮาลาล ด้วยการร่วมหุ้นกันทำร้านอาหาร เพื่อแปรรูปเนื้อวัวมาใช้ในร้านอาหารและเป็นสถานที่จำหน่าย”

สำหรับวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงโคเนื้อบ้านนิบงได้รับการถ่ายทอดเรื่องการทำแคบวัวจากวิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา ซึ่งมีหลากหลายรสชาติ ฝีมือกลุ่มแม่บ้าน ส่วนผู้ชายที่เป็นสมาชิกของกลุ่มก็ร่วมกันเลี้ยงวัว โดยเลี้ยงกันที่โรงเรือนส่วนกลาง และบางส่วนเลี้ยงกันที่บ้านของแต่ละคน

คุณมะยาเก สะอะ เลขานุการวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงโคเนื้อบ้านนิบง บอกว่ากลุ่มตั้งมา 10 กว่าปีแล้ว แต่เพิ่งมาจดเป็นวิสาหกิจฯ มีสมาชิก 7 คน ลงทุนสร้างโรงเรือนคนละ 30,000 บาท ซึ่งทางธ.ก.ส.เข้ามา สนับสนุน ก่อนหน้านี้เลี้ยงวัวกันอยู่แล้ว บางคนมี 3-8 ตัว อยู่ในคอก มุงสังกะสีกับพื้นดินธรรมดา จึงต้องสร้างคอกให้มีมาตรฐาน ส่วนมากเลี้ยงวัวกันเป็นอาชีพเสริม อาชีพหลักคือสวนยาง สำหรับพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันคือ ชาโรเลส์ เนื่องจากโตเร็ว โครงสร้างเนื้อดี เวลาเชือดชั่งกิโลเนื้อจะไม่ขาด

พ.จ.อ.อาฟิส อาลี เจ้าหน้าที่ชุดส่งเสริมอาชีพจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักพัฒนาภาค 4 ส่วนหน้า หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย และยังเป็นสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อช่องเขตเล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่กลุ่มต้องแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าชิ้นเนื้อเพราะปัจจุบันเนื้อวัวมีชีวิตมีราคาตกต่ำมาก ตกก.ก.ละ 85-90 บาท ทั้งที่ต้นทุนของเกษตรกรเมื่อเลี้ยงแล้วต้นทุนค่อนข้างสูง อย่างน้อยๆ ต้องมีการประกันราคาที่ 100 บาทต่อก.ก.ของโคมีชีวิต ซึ่งการรวมกลุ่มกันตั้งร้านอาหารเป็นการแก้ปัญหาทางการตลาด ทำให้กลุ่มมีสถานที่จำหน่ายเนื้อวัว เนื่องจากไม่สามารถไปขายในห้างหรือตามบริษัทได้เพราะไม่มีโรงเชือดที่ได้มาตรฐาน

ด้าน พ.จ.อ.สมนึก ตุนาคุน ที่ปรึกษาสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อ นทพ.นราธิวาส เล่าว่า สหกรณ์ตั้งเมื่อปี 2561 โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาเป็นผู้สนับสนุนในด้านต่างๆ มีสมาชิก 230 คน ธุรกิจของสหกรณ์มีทั้งการจำหน่ายอาหารข้นและฟางก้อน โดยมีโมเดลตัวอย่างที่ยึดหลักคือ สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จ.สกลนคร คาดว่าจะใช้เวลาในการขับเคลื่อนไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า หากมีหน่วยงานต่างๆ คอยสนับสนุนในด้านการผลิตอาหารและการหาวัตถุดิบในพื้นที่

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่ากลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ต่างมุ่งมั่นพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าหากภาครัฐสนับสนุนต่อไปคงจะสามารถดำเนินการตามเป้าหมายได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน