กกร.ปรับเป้าส่งออกติดลบ 2-0% ประเมินเศรษฐกิจโลกครึ่งหลังชะลอตัวชัดเจน ดอกเบี้ยขาขึ้น หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ด้านสมาคมเล็งหาทางแก้ พร้อมเร่งจัดการระบบโอนเงินล่มซ้ำซาก
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า กกร.ประเมินมูลค่าการส่งออกปี 2566 จะหดตัวมากขึ้นในกรอบติดลบ 2-0% จากเดิมประเมินไว้ติดลบ 1-0% เนื่องจากภาคการผลิตยังคงหดตัวต่อเนื่อง ตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลงมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เช่นเดียวกับภาคบริการเริ่มเห็นสัญญาณชะลอลงในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักทั้งสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น
นอกจากนี้ ธนาคารกลางของประเทศฝั่งตะวันตกมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อในช่วงครึ่งปีหลัง ภาวะการเงินตึงตัวจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ กดดันภาคธุรกิจและจำกัดการใช้จ่าย ปัจจัยเหล่านี้อาจฉุดการส่งออกไทยในระยะข้างหน้า ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าชั่วคราวและจะกลับมาทยอยแข็งค่าในช่วงที่เหลือของปี ด้วยทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทยเป็นขาขึ้น และความไม่แน่นอนในประเทศที่คลี่คลาย
ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดจะอยู่ในกรอบ 2.2-2.7% ต่ำลงจากเดิมประเมินไว้ที่ 2.7-3.2% ตามทิศทางราคาพลังงานเป็นหลัก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนในระดับสูงที่ 90.6% ต่อจีดีพี ทำให้ผู้บริโภคมีข้อจำกัดและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น กกร.จึงยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 เติบโตประมาณ 3-3.5% ตามกรอบเดิมที่เคยประเมินไว้
โดยขณะนี้สมาคมธนาคารไทย บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างเร่งหารือจัดการปัญหาระบบโอนเงินของโมบายล์ แบงกิ้งขัดข้อง หรือโอนเงินล่ม โดยจัดการแยกข้อมูลธุรกรรมพื้นฐานและธุรกรรมกิจกรรมพิเศษ เช่น วันหวยออก ว่าจะจัดการอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดระบบล่มอีก คาดอีก 1-2 เดือนจะสามารถสรุปแล้วเสร็จ
ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนและแนวทางแก้ไขนั้นสมาคมจะหารือกับธปท. ซึ่งแนวทางลดดอกเบี้ย 8-12% ให้ลูกหนี้เรื้อรังเป็นเครื่องมือหนึ่ง แต่ต้องทำให้ลูกหนี้มีรายได้เพิ่มสามารถประคองชีพได้ การที่รายได้เข้ามาแต่ละเดือนนำไปลดเงินต้นอย่างเหมาะสมและจ่ายดอกเบี้ยบ้าง คาดเร็วๆ นี้จะสรุปออกมาเพิ่มเติม